March 28, 2007

รักยิ่งใหญ่จากใจแม่ แบกลูกขึ้นหลังส่งเรียนถึงมหาวิทยาลัย

เนื่องจากการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้หวงเสี่ยว์จวินต้องให้ซีสุ่ยอิงผู้เป็นแม่ แบกขึ้นหลังไปโรงเรียนมากว่า 13 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา จนกระทั่งจบมัธยมศึกษา และวันนี้ด้วยคะแนนสอบ 587 คะแนนในแผนวิทย์ ส่งผลได้เสี่ยว์จวิน ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกเจ้อเจียงให้เข้ารายงานตัวเป็นนักศึกษา แม่ของเขากล่าวอย่างภาคภูมิว่าจะแบกลูกชายคนนี้ไปเรียนจนกว่าจะจบมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน

ซีสุ่ยอิงผู้เป็นแม่แบกลูกชายคนเดียวไปเรียนมานานกว่า 13 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล จนกระทั่งจบมัธยมศึกษา และวันนี้ผลของความพยายาม หวงเสี่ยว์จวิน ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกเจ้อเจียง
คำถามหนึ่งที่หลายคนอยากจะถามซีสุ่ยอิง คือ แรงผลักดันดันใดกันที่ทำให้แม่คนหนึ่งยินยอมพร้อมใจมาเป็นเท้าทั้งสองข้างของลูกชาย ซึ่งต้องเดินทางจากถนนเล็กๆ บนภูเขาซึ่งเฉอะแฉะไปด้วยโคลนตมจนกระทั่งขึ้นมาสู่ตึกใหญ่ในเมืองทีละชั้น ละชั้น เป็นอย่างนี้มากว่า 10 ปี

ใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย ที่แลกมาด้วยความมุ่งมั่นกว่า 13 ปีของแม่ลูกคู่นี้

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่คาดว่าคำตอบของคำถามนี้จะต้องเต็มไปด้วยความรักที่เปี่ยมล้นอย่างแน่นอน

ซีสุ่ยอิง ตรงหน้า คือหญิงชาวบ้านที่แต่งกายเรียบง่ายคนหนึ่ง เธอเป็นชาวเมืองฟู่หยัง ซึ่งคำตอบของคำถามข้างต้นก็ออกมาจากปากของเธออย่างเรียบง่ายทว่าหนักแน่นว่า “ฉันดูทีวียังไม่เข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์ยิ่งอ่านไม่ออก แต่ฉันไม่มีทางยอมให้ลูกชายพิการของฉันเป็นอย่างที่ฉันเป็น”

เสี่ยว์จวิน พยายามฝึกหัดเดินขึ้นลงบันไดด้วยตัวเอง

หลังจากนั้น ซีสุ่ยอิง ได้เล่าถึงเส้นทางชีวิตอันยากลำบากที่ต้องฝ่าฟันของเธอกับลูกชายคนเดียวว่า “ตอนนั้น คนในหมู่บ้านพากันเตือนฉันว่า ลูกชายพิการถึงขนาดนี้แล้ว เอาไปทิ้งที่สถานีรถไฟให้คนอื่นมาเก็บไปเลี้ยงอาจจะดีกว่า”แน่นอนว่าซีสุ่ยอิงไม่เห็นด้วย เธอยังคงก้มหน้าก้มตาแบกลูกชายขึ้นหลังเพื่อไปเข้าเรียนอนุบาล ไปเข้าเรียนชั้นประถม...ต่อไป และต่อไป


ทั้งนี้ ซีสุ่ยอิง ไม่เคยลืมโรงเรียนมัธยมที่สองแห่งเมืองฟู่หยัง ที่ให้ความช่วยเหลือเธอและลูก ด้วยการให้ห้องพักฟรีแก่สองแม่ลูกหนึ่งห้อง นอกจากนั้นยังรับซีสุ่ยอิงเข้าเป็นพนักงานทำความสะอาดของโรงเรียนอีกด้วย


กระนั้น ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของทุกๆ วันเรียน ซีสุ่ยอิงจะต้องแบกลูกชายจากห้องพักชั้น 3 ลงมาข้างล่าง และแบกขึ้นไปส่งยังชั้น 5 ของตึกเรียนอีกตึกหนึ่ง


“ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ยังไงฉันก็จะแบกเขาไปเรียนต่อไป” ซีสุ่ยอิง กล่าวอย่างแข็งขัน


อย่างไรก็ตามความแข็งขันดังกล่าวได้ลดทอนลงไปตามจำนวนเงินในกระเป๋าของสองแม่ลูกที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย


เมื่อเล่าถึงเส้นทางชีวิตอันแสนลำบากของลูกชายคนนี้ที่ต้องฝ่าฟัน ผู้เป็นแม่อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา


แต่หลังจากการลงข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายเฉียนเจียง ส่งผลให้มีผู้อ่านใจบุญทะยอยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซีสุ่ยอิงกล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายเฉียนเจียงที่ช่วยเหลือ ทำให้ฉันสะสมค่าเทอมในปีแรกของลูกชายได้ครบแล้ว”


“ฉันจะแบกลูกชาย ไปจนกว่าเขาจะเรียนจบมหาวิทยาลัย” ซีสุ่ยอิง จบการสนทนาลงตรงคำกล่าวที่มุ่งมั่นนี้ ราวกับจะตอกย้ำกับตัวเองไปพร้อมกัน


ที่มา:เน็ตอีส

March 14, 2007

กฏทอง 10 ข้อของคนรักกัน (รักษาสภาพรักแท้ๆ)



กฎทองข้อที่ 1 เราจะไม่โกรธพร้อมกันทั้งสองคน อย่างที่คนโบราณเค้าว่า ถ้า.... เขาร้อนเป็นไฟ คุณก็ต้องเย็นให้ได้ดั่งน้ำ (น้ำเปล่านะ ไม่ใช่น้ำมัน)
We will not simultaneously get angry. Be cool as water whenever another one being fire.

กฎทองข้อที่ 2 เราจะไม่ตะโกนใส่กันเด็ดขาด ยกเว้นตอนเกิดไฟไหม้บ้านกระทันหัน
We will not shout into each others faces beside our house is accidentally on fire.

กฎทองข้อที่ 3 จำไว้ว่าไม่มีใครชอบคำติ หากจะคุยถึงสิ่งที่คุณไม่ชอบให้เขาทำ อย่าลืมพูดให้หวานๆ เข้าไว้ (ไม่ใช่พูดว่าน้ำตาลๆๆๆนะ)
Nobody loves to be criticized. When talking of what you dislike or need his/ her improvement, use soft & sweet words.

กฎทองข้อที่ 4 เราจะไม่มารื้อฟื้นเรื่องบาดหมางในอดีต ถ้าจะคุยเรื่องเก่าๆ เลือกเรื่องหวานๆ ของสองเราจะดีกว่า
We will not revive any bad old practices, but only our romances.

กฎทองข้อที่ 5 ทำให้เขารู้สึกว่า เขาสำคัญสำหรับคุณเสมอ
Make him/her know how much s/he means to you.

กฎทองข้อที่ 6 สัญญากันนะว่าเราจะไม่โกรธกันข้ามคืน เพราะคุณนั่นแหล่ะจะนอนไม่หลับ คุยกันให้เข้าใจกันก่อนดีกว่าหันหลังให้กัน
Promise me that we will not peevish over- night. Talk face to face not back-chat.

กฎทองข้อที่ 7 คุยกันให้มากหน่อย จะช่วยให้ความรักระหว่างเราเข้าใจกันมากขึ้น จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณเจอะเจอ เรื่องงานของคุณ หนังสือที่คุณเพิ่งอ่านจบ ลองเล่าสู่กันฟัง แล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าเราผูกพันกันมากขึ้นกว่าเดิม
Tell him or her more about anything in your life to tie you up together.

กฎทองข้อที่ 8 ถ้ารู้ตัวว่าทำผิดก็ขอโทษซะ ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียฟอร์มหรอก
Don't be shy to show him/her your apology. When you have something mistaken

กฎทองข้อที่ 9 อย่าเข้าใจผิดว่าการอยู่ด้วยกันตลอดเวลา หมายถึงความเอาใจใส่อย่างแท้จริง เพราะการใส่ใจ คือการให้ความสนใจเต็มร้อยเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่คุณนั่งฟังเขาพูด แต่ดูทีวีไปด้วย
Don't misunderstand that being together always is to show your heedfulness.

กฎทองข้อที่ 10 อย่าลืมทำให้เขารู้ว่า เรายังรักกันเสมอ …
Lastly, realize him/ her that your love still exists and will be eternally last.

กฎข้อพิเศษสำหรับใครบางคน การที่จะได้รู้จักใครซักคนเป็นเรื่องที่วิเศษ อย่าให้เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยชั่วไม่กี่นาที ตัดสินใจทำลายความสัมพันธ์ที่มีมา... มันคุ้มกันแล้วเหรอ!! เพียงคำว่าอภัยและปรับตัวเข้าหากันใหม่ สิ่งดีๆ อาจมีขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว ปัญหาเกิดเพราะไม่คุย ปัญหาเกิดเพราะไม่คิดจะแก้ไข ปัญหาเกิดเพราะทิฐิ ปัญหาเกิดเพราะคิดว่าไม่รู้จะทำไปทำไม ปัญหาเกิดเพราะนึกถึงแต่ตัวเองคิดว่าทำอย่างนี้ดีที่สุด ...แล้วอีกฝ่ายคิดแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า สุดท้ายก็มีแต่ความเสียใจ....

คุณเลือกที่จะยอมรับในสิ่งที่เค้าทำ แล้วรักษาสิ่งดีๆ ต่อไป หรือเลือกที่จะทำลายเมื่อคุณไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่คุณต้องการ!!

เรื่องของคิม ฟุค ...

คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ขณะที่เธอและเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง 65 เปอร์เซ็นต์ เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 14 เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง 17 ครั้งกว่าจะหายเป็นปกติ

เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คน ซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวนั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2515 เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ 3 ปี ต่อมาก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย

แต่แล้ววันหนึ่งในปี 2539 คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่าสงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง

หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว เธอก็ได้เผยความในใจว่า มีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ

พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า "ฉันอยากบอกเขาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบัน และอนาคต"

เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ

เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า "ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ"

คิมเข้าไปโอบกอดเขาแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย"

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย คิม ฟุค เล่าว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและใจ จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร

แต่แล้วเธอก็พบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง "ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้"

เธอพยายามสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า "หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้น เรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด"

เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้ แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้

เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจอย่างไรเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา คิม ฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า "ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตของฉันก็ดีขึ้น"

บทเรียนของ คิม ฟุค คือ ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้บทเรียนจากอดีต อย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มาก็คือ "การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย"

March 12, 2007

14 วิธีจัดชีวิตให้เรียบง่าย

อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต คุณอาจไม่ต้องขายบ้าน เปลี่ยนงาน เลิกกับแฟน หรือทำบางสิ่งบางอย่างแบบสุดๆ จะทุ่มเท หรือสุดโต่งให้เสียพลัง เพียงแค่ปรับเปลี่ยนจากความยุ่งยาก จากความลำบากแสนสาหัสในการตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับโลกใบเดิม มาทำเรื่องสบาย ๆ เรียบง่ายยึดหลัก " น้อยคือมาก" ในชีวิตประจำวัน ความสุขก็แค่เอื้อมมือคว้า ไม่ต้องถึงกับปีนป่ายหน้าผาก็หาไว้เป็นของตัวเองได้ ลองวิธีต่อไปนี้เป็นแนว ทางให้ชีวิตเรียบง่าย สร้างสรรค์และพอเพียง

1. รับไว้ .... เท่าที่รับได้

ต่อให้คุณยิ่งใหญ่มาจากโลกไหน แบกความรับผิดชอบมากมายเท่าไหร่ ทว่าคุณก็ยังไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกอยู่ดีจงจำไว้ว่าทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ที่คุณคนเดียว ปล่อยให้มันเป็นไปและให้คนอื่นตัดสินใจด้วยตัวเขาบ้าง

2. ลุย ๆ ๆ ฮุย เล ฮุย

เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่หมายถึงความรับผิดชอบทั้งหลายที่ต้องตามมาเป็นหางว่าว ไหนจะตามหาในสิ่งที่ชอบ ตัวตน จุดยืนและความคิดของคุณเอง จัด - คิด- คัด -สรร ให้ชีวิตสมดุล ลองแบ่งหน้าที่ในชีวิตออกเป็นสองเรื่องใหญ่ได้แก่ - ความรับผิดชอบในการงาน - ความรับผิดชอบที่บ้าน จัดลำดับความสำคัญที่ใหญ่ที่สุด วาดแผนผัง หรือโยงข้อย่อย ๆ ออกมา เลือกทำแค่สิ่งที่ " ต้อง" ทำและจำเป็นในชีวิตก่อน ตัดโปรแกรมมัลดีฟส์ เที่ยวรอบโลก ช้อปปิ้งที่ฝรั่งเศสออกไปก่อน แล้วปฏิบัติภารกิจที่อยู่ตรงหน้าตามความสำคัญ

3. หยุดทุกสิ่งรอบตัว .... แล้วอยู่คนเดียวบ้าง

หาเวลาอยู่คนเดียวบ้าง อาจจะเป็นวันหยุดไม่ต้องมีแผนอะไรไม่มีตารางไม่แชท ไม่คุยโทรศัพท์ ไม่สื่อสารกับโลกภายนอกสักวัน หาอะไรทำอย่างที่อยากจะทำจริงๆไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำไม่ต้องฝืนจะนอนมอง หน้าต่างแล้วเคลิ้มหลับไป หรือเปิดเพลงที่อยากจะฟัง จะทาเล็บหรืออ่านจดหมายรักเก่าๆใช้เวลาว่างให้เปล่าประโยชน์ซะบ้างก็ไม่ใช่เรื่องปราศจากสาระ

4. อยู่กับครอบครัว

แม้ที่บ้านคุณจะโหวกเหวก ทั้งลูกทั้งหลานจะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดเวลา แต่นั่นล่ะคือการเติมพลังให้ชีวิตอีกด้านหนึ่ง เพราะครอบครัวคือความอบอุ่นที่ไม่ต้องมีจริตไม่ต้องยึดติดภาพลักษณ์ อยู่บ้านจะหัวเป็นเพิ้ง กินแล้วนอน คนในครอบครัวก็รับคุณได้ อยู่บ้านแล้วลองนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งเล็กๆน้อยๆที่คุณเคยทำในวัยเด็ก ซึ่งเนิ่นนานแล้วที่คุณร้างรากลิ่นและรสเดิมๆนั้นจำได้ไหม ที่กินน้ำอัดลมแล้วชอบเอาบ๊วย หรือลูกอมใส่ลงไป เพราะเชื่อว่าทำให้มีหลายรสชาติ หรือไม่ก็ลองเปิดหนังผี แล้วเรียกเด็กๆมานั่งหน้าทีวี ชวนกันคลุมโปงเช้าวันเสาร์ - อาทิตย์ ต้องกินบะหมี่ป๊อก หรือส้มตำไก่ย่างที่เข็นมาขายหน้าบ้าน แล้ว อย่าลืมเปิดละครจักรๆวงศ์ๆหรือไม่ก็การ์ตูนช่องโปรด

5. เงินเดือนน้อยลง .... สุขมากขึ้น

สุดท้ายแล้วชีวิตที่สุขมากขึ้น กลับไม่ต้องการ อะไรเลย เพียงแค่มีเวลาให้ชีวิตและได้ทำในสิ่งที่รัก วัตถุไม่ใช่คำตอบของชีวิตเสมอไป เท่าที่ผ่านมาหากคุณมีเงินเดือนมากมาย แต่กลับไม่มีเงินเก็บในธนาคาร ด้วยค่าใช้จ่ายมากมายบนบ่า ค่าบัตรเครดิต ค่ารถ ค่าบ้าน ค่าสาธารณูปโภคภาษีสังคม ค่าของแบรนด์เนม ค่าอุปกรณ์นวัตกรรมแห่งยุคอีกมากมายและอื่นๆ อีกจิปาถะ ลด ละ เลิก ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ชีวิตจะเบาสบาย และเหนื่อยน้อยลง ด้วยความที่ไม่ต้องวิ่งตามกระแสสังคมที่เชี่ยวกราก ชนิดที่วิ่งตาม ไม่ทันแต่ต้องขึ้นเครื่องบินโลว์คอสต์ตามกันแล้ว ค้นหาตัวเอง หาสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข แม้ไม่รวย ไม่มี ตำแหน่ง เบรกกระแสรอบข้างไว้ แล้วฟังเสียงหัวใจของคุณบ้าง

6. เหลียวมองข้างทางบ้าง

วันนี้ไม่มีอะไรเร่งด่วน ถึงขั้นถ้าไปเลทนิด ๆ แล้วดวงดาวจะสะเทือน เจอดอกไม้งามๆลองชะลอรถให้ได้เห็นความงามของดอกไม้ได้ชัดๆเป็นบุญตาบ้างก็ดี

7. ซื้อของส่วนรวม

ซื้อเสื้อขาว ถุงเท้าขาว กางเกงกีฬา หรือหมวกแก๊ป ที่สามารถแชร์กับคนอื่นในครอบครัวได้ หรือคุณอาจจะไม่ซื้อแค่สบู่ที่คุณชอบคนเดียว แต่เป็นกลิ่นยอดนิยมที่ทุกคนในบ้านใช้ได้ เป็นเหมือนการแบ่งปันทางอ้อม น่ารักดีออก ถ้าคุณบอกกับเพื่อนสาวเมื่อถึงคราวที่หล่อนต้องใช้อะไรสักอย่าง แล้วคุณบอกเธอว่าไม่ต้องซื้อ "ใช้ของฉันก็ได้แก " ได้ใจเพื่อนสาวอีกโข

8. ทำอาหารจากของเหลือในตู้เย็น

อันนี้ตำราเซนว่าไว้เชียวว่า อาหารมื้อที่หรูเลิศที่สุด คืออาหารที่ใช้วัตถุดิบเท่าที่มีอยู่มาประกอบเป็นอาหารที่อร่อยลิ้น ประหยัด สร้างสรรค์ มื้อเย็นนี้ลองคิดว่าจะทำอะไรจากของในตู้เย็นได้บ้าง แทนที่จะ คิดว่าจะกินอะไร แล้วก็แล่นเข้าซูเปอร์มาร์เกตเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

9. เอ่ยคำขอบคุณจากหัวใจ

แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่คนอื่นทำให้ แต่ถ้าคุณพิจารณาดีๆแล้ว นี่คือสิ่งยิ่งใหญ่ที่มนุษย์พึงหยิบยื่นให้แก่กันคราวหน้าลงจากรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างลองขอบคุณคนขับจากหัวใจ หรือซื้อของจากแม่ค้าแล้วยิ้มให้จากใจสักทีคุณจะมีความสุขขึ้นอีกหนึ่งอึดใจ

10. ลองปลูกต้นไม้ด้วยมือของคุณบ้าง

การปลูกต้นไม้จะทำให้จิตใจคุณละเอียดลออขึ้น อดทนขึ้น เป็นการใส่ใจกับสรรพสิ่งเล็กๆใส่ใจให้เขาได้ เติบโต ค่อยๆทะนุถนอมดูแล เพื่อรอวันเก็บเกี่ยว

11. อยู่กับสิ่งสวยงาม

อยู่กับบ้านแทนที่จะดูแต่ทีวี เล่นอินเทอร์เน็ต มีสิ่งรื่นรมย์อื่นๆอีกมากที่รอให้คุณทำคุยกับนกกับปลาฟังเพลง เย็บปักถักร้อย ดูพระอาทิตย์ตก จิบชา ชิลล์ๆ มาสค์หน้า วาดรูป ฯลฯ เป็นการชาร์จแบตให้ชีวิตแล้ว ความสุขของคุณก็จะแผ่กระจายสู่คนอื่นด้วยตัวมันเอง

12. มีเพื่อนน้อยคนแต่มากความจริงใจ

บางคนอาจมีเสน่ห์ต่อคนรอบข้าง มีเพื่อนรายล้อม ทว่าจะมีสักกี่คนที่เป็นเพื่อนแท้ ร้องไห้กับปัญหาของคุณ หัวเราะกับความสุขของคุณ และช่วยกันคิดหัวแตกยามคุณวิตกจริต คุณอาจจะคิดว่าการมีเพื่อนเยอะ คือ การเข้าสังคม เป็นดัชนีชี้วัดความเหงาและโดดเดี่ยว แต่ถ้าคุณเพียงแค่เฮฮา สนุกสนานไปวัน ๆ จน หมดพลังชีวิต คุณอาจต้องเหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องใส่ใจความรู้สึกคนรอบข้าง ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง เต็มไปหมด เพื่อนเยอะดูจะมีแต่ปริมาณแต่ไร้ซึ่งคุณภาพซะแล้ว ใส่ใจแค่คนที่คุณรักและรักคุณ ตีคำจำกัด ความเป็นเพื่อนและจำนวนให้แคบลง ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ

13. ตามใจคนอื่นบ้าง

อืมม, ได้สิ, ไงก็ได้จ้ะ, เอาเลยๆถ้อยคำเหล่านี้ นอกจากคุณสบายใจแล้ว คนอื่นก็สบายใจที่จะได้ยิน ด้วยถ้านัดเพื่อนหรือแฟน แล้วเขาไม่อยากจะไป ชักขี้เกียจหรือเพียงแค่แดดร้อน ก็ล้มเลิกแผนนั้นซะ เคยต้องทำอะไรวันไหนตามตาราง ลองไม่ทำดูก็ไม่เห็นเป็นไร เป็นการ สปอยล์ทั้งคนอื่นและตัวเองให้เบาบางจากภารกิจได้ดี

14. โละสัมภาระ

ลองจัดห้องบ่อยๆทิ้งอะไรต่อมิอะไรที่รกหูรกตาออกไป 2 สัปดาห์ครั้ง เดือนละครั้งก็ยังดี ยิ่งทำบ่อย ทำ แต่ละครั้งก็จะยิ่งไม่เหนื่อย อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้ง หรือให้คนที่เขาขาดแคลน ชีวิตคุณจะเบาสบาย เมื่อใช้ อะไรๆให้อเนกประสงค์

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนเรา

เค้าว่ากันว่า "ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนเรา" คือ...

การตกหลุมรักใครซักคน
การได้จูบครั้งแรก
การได้หัวเราะจนท้องแข็ง
การได้นั่งอ่านจดหมายเก่าๆในวันว่างๆ
การได้ใช้เวลาว่างในที่ๆแสนงดงาม
การได้ฟังเพลงที่ชอบทางวิทยุ
การได้นอนฟังเสียงฝนตก
เมื่อเวลาที่คุณอาบน้ำเสร็จใหม่ๆแล้วมาเจอผ้าเช็ดตัวอุ่นๆ
การสอบเสร็จ

การได้รับโทรศัพท์จากใครซักคนที่คุณไม่ได้พบเจอเค้าบ่อยนักแต่คุณก็อยากจะเจอ
บทสนทนาดีๆซักบท
การเจอเงินที่คุณซ่อนไว้ตั้งนานมาแล้ว
การได้ยิ้มกับใครซักคน
การคุยโทรศัพท์ตอนดึกๆได้เป็นชั่วโมงๆ
การยิ้มได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล
การถูกชมอย่างกระทันหัน
การตื่นขึ้นมาแล้วตระหนักได้ว่ามันยังน่าจะนอนต่อได้อีกตั้ง2ชม.แน่ะ
การได้ฟังเพลงที่ทำให้คุณนึกถึงคนพิเศษของคุณ
การเป็นส่วนหนึ่งของทีม
การมีเพื่อนใหม่
การรู้สึกเหมือนผีเสื้อบินว่อนอยู่ในท้องของคุณเวลาคุณเจอหน้าเค้าคนนั้น
การผ่านช่วงเวลานึงไปได้พร้อมๆกับเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ
การได้เห็นคนที่คุณชอบมีความสุข
การได้ใส่เสื้อของคนที่เราชอบทั้งๆที่กลิ่นน้ำหอมของเค้ายังกรุ่นๆอยู่

การได้เจอเพื่อนเก่าอีกครั้งแล้วรู้สึกเหมือนมันไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย
การได้มองท้องฟ้ายามโพล้เพล้
การได้ยินใครซักคนบอกรักคุณ
ที่สุดคือ การได้รู้ว่าเราเป็นที่รักของคนที่เรารัก ...จริงๆนะ

March 8, 2007

ขำขำ อ่านแก้เครียด

:: ยิ้มหมายเลข 1 ::


" เมียอั๊วนอกใจว่ะ " ไอ้หนุ่มปรับทุกข์กับเพื่อน
" เรื่องเป็นไงมาไงวะ " เพื่อนยินดีรับฟัง
" เมื่อคืนอีไม่ยอมกลับบ้านน่ะสิ พออั๊วถาม อีบอกว่าไปค้างกับพี่สาว " ไอ้หนุ่มเล่า
" ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่หว่า แค่นี้จะว่าเค้านอกใจได้ไง " เพื่อนชี้ทางสว่าง
" โกหกเห็นๆว่ะ อั๊วนอนอยู่กับพี่สาวอีทั้งคืนแท้ๆนี่หว่า..."


:: ยิ้มหมายเลข 2 ::


หนุ่มใหญ่นั่งครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานานจนภรรเมียสงสัย
" คิดอะไรอยู่หรือพี่ " เธอถาม
" จำได้มั้ย วันนี้เมื่อยี่สิบปีที่แล้วพ่อเอ็งจับได้ว่าข้าเข้าหาเอ็ง "
" จำได้สิพี่ " เมียพยักหน้าหงึกๆ
" แล้วพ่อเอ็งก็ให้ข้าเลือกว่าจะมาสู่ขอเอ็งหรือว่าจะยอมติดคุกซัก 20 ปี "
" แล้วพี่ก็เลือกแต่งกับชั้น " เมียพยักหน้าอาการรับรู้
" แล้วพี่นั่งคิดอะไรอยู่ล่ะ "
" ข้าคิดอยู่ว่า ถ้าข้ายอมติดคุก วันนี้ข้าก็พ้นโทษแล้วว่ะ!!! "


:: ยิ้มหมายเลข 3 ::


จิตรกรหนุ่มพยายามมีสมาธิกับการทำงานของเขาแต่สาวน้อยที่มาเป็นแบบให้วาดก็ทำให้ตบะของเขาขาดผึงไอ้หนุ่มกระโจนใส่เธอ กอดไว้แน่น แล้วระดมจูบอย่างเร่าร้อน
" อย่านะ" เธอผลักไอ้หนุ่ม
" คุณอาจจะทำยังงี้กับนางแบบคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่ชั้นแน่!!!"
" แต่ผมไม่เคยทำยังงี้กับแบบของผมมาก่อนเลยจริงๆนะครับ" ไอ้หนุ่มท้วง
" คุณพูดจริงเรอะ" เธอทำท่าไม่อยากจะเชื่อ
" คุณวาดมาเท่าไหร่แล้ว ?"
" สี่..." จิตรกรหนุ่มว่า " เหยือกน้ำ แอปเปิ้ล ตะกร้า แล้วก็คุณนี่แหละ!!!"


:: ยิ้มหมายเลข 4 ::


แอร์โฮสเตสสายการบินที่ตกบ่อยๆประกาศก่อนเครื่องออก
" ท่านผู้โดยสารทุกท่านโปรดทราบเที่ยวบินสู่เมืองปักกิ่งกำลังจะออกเดินทาง ณ บัดนี้แล้วเพื่อความปลอดภัยขอให้ทุกท่านโปรดคาดเข็มขัดนิรภัยท่านที่พบว่าเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งท่านชำรุด กรุณามัดไว้ด้วยเงื่อนพิรอดนะคะกรุณาอย่าใช้เงื่อนตาย ถ้าท่านหาสายรัดเข็มขัดนิรภัยไม่พบกรุณาย้ายไปที่นั่งอื่นที่ว่างอยู่ ทั้งนี้ขอให้ท่านได้โปรดวางใจถึงแม้เครื่องบินของเราจะเก่าแต่ทั้งนักบินและนักบินผู้ช่วยของเรายังใหม่อยู่นะคะ..."

March 7, 2007

กลับจากท่องเที่ยวกาญจนบุรี

หลังจากที่ได้ไปผจญภัยที่กาญจนบุรีมาสามวันสองคืน สรุปได้คำเดียวว่า "ร้อน" ครับผม บรรยากาศที่นี่แห้งแล้งมากๆ มีการเผาป่า เผาพื้นที่จำนวนมากเลยครับ ไปถึง นึกว่าอยู่ในเมืองสายหมอกเสียอีก หุหุ แต่ก็ไม่เป็นไรอ่ะ ถือว่าได้ผจญภัยอีกแบบนึงล่ะกัน ^^


ขับรถออกจากกรุงเทพประมาณแปดโมงเช้าของวันเสาร์เห็นจะได้ ก็ขับไปเรื่อยๆ แวะหม่ำข้าวเช้ากันก่อนที่ พุทธมณฑลสายสาม เป็นต้มเลือดหมูกับขาหมู อิ่มมากๆ หลังจากนั้นก็ขับยาวจนมาถึงกาญจนบุรี ประมาณ สิบเอ็ดโมง เห็นจะได้มั้ง ที่แรกที่เราแวะเที่ยวกันก่อนเลยก็คือ "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" ครับ แวะถ่ายรูปเล่นที่นี่ซะนานเลย คนเยอะมาก อากาศร้อนมากด้วย เหงื่อแตกซิกๆ เลยอ่ะ -_-"


หลังจากนั้นเราก็ขับรถตรงดิ่งไปยังรีสอร์ทที่ได้จองไว้ ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้แห้งๆ ไหม้ๆ พร้อมกับไฟป่าเป็นช่วงๆ ไป พอไปถึงที่พัก ก็ผิดหวังเล็กน้อย เพราะว่าไม่ค่อยสวยอย่างที่คิดไว้ อุตส่าห์มาพักตั้งไกล แถมยังได้เป็น 1 ใน Unseen Paradise 2 ด้วย แต่กลับไม่สวยเท่าไหร่ ไม่เป็นไร มาถึงละ ก็เช็คอินเข้าห้องพัก แล้วก็หลับเลยครับ หุหุ


ตื่นมาตอนเย็น ก็ไปหม่ำข้าวที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้ให้ หลังจากนั้นก็อาบน้ำอาบท่า ออกมาเดินเล่นในสวน ถ่ายรูปเล่นไปด้วย คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงเพราะเป็นคืนวันมาฆบูชาพอดีครับ เห็นข่าวตอนเช้าวันอาทิตย์บอกว่า เมื่อเช้าตรู่มีจันทรุปราคราด้วย แต่ไม่ได้ออกมาดูอ่ะ ง่วงอ่ะครับ ^^


เช้าวันอาทิตย์ ตื่นขึ้นมาแบบงัวเงียๆ แปรงฟันเรียบร้อยเสร็จสรรพ ก็ออกไปถ่ายรูปรีสอร์ทยามเช้าเล่น ก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้าแล้วออกท่องเที่ยวกันต่อไป



กว่าจะออกจากรีสอร์ทได้ก็กินเวลาไปสายๆ แล้ว สิบเอ็ดโมงกว่าๆ เห็นจะได้ ก็เริ่มขับรถออกไปกัน ที่แรกที่เราจะไปกันคือ "น้ำตกผาตาด" กว่าจะหาเจอก็เหนื่อยนิดนึง เพราะแผนที่มันไม่ค่อยละเอียด จ่ายค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาทเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปข้างในกันเลย ลงจากรถ เตรียมกล้องเสร็จสรรพ เดินเข้าไปนิดหน่อย แทบเป็นลม น้ำน้อยมากๆ ไหลเอื่อยๆ อากาศก็ร้อน เฮ้อ! ทำไมช่างร้อนอย่างนี้ แต่ก็นะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็แวะถ่ายรูปเล่นกันซักหน่อยละกัน


ที่น้ำตกแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานชนิดนึงที่พบเห็นมากมาย นั่นก็คือ ไดโนเสาร์จิ๋ว หรือ "จิ้งเหลน" นั่นเอง อ่ะ หุหุ มีหลายไซส์หลายขนาดให้เลือกชมกันเลยก็ว่าได้ ^^


หลังจากออกจากน้ำตกผาตาดแล้ว ก็ว่าจะแวะพุน้ำร้อนหินดาด กันซักหน่อย แต่คิดไปคิดมาแล้ว เอาไว้แวะตอนเย็นดีกว่า ขืนเข้าไปตอนประมาณเที่ยงๆ มีหวังสุกกันพอดี


จุดมุ่งหมายถัดไปที่เราจะไปผจญภัยกันก็คือ "ทุ่งข้าวโพดเขาวงกต" ก็ขับรถตามทาง ตามแผนที่ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ซักแปลกใจแฮะ ทำไมไม่เห็นทุ่งข้าวโพดซักกะที เลยจอดแวะถามทางเจ้าหน้าที่แถวๆ นั้น ปรากฏว่า ทุ่งข้าวโพดเขาวงกต เค้ายกเลิกไปแล้ว (เวง) -_-"


หลังจากผิดหวังกับสถานที่แรกแล้วก็เลยว่าจะแวะ"น้ำตกไทรโยคน้อย"เพื่อหม่ำข้าวกลางวันที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้ให้กัน พอไปถึงน้ำตกไทรโยคน้อย จดรถเสร็จสรรพ หยิบข้าวของลงจากรถ เตรียมหาที่นั่งหม่ำข้าวกัน ก็ปรากฏว่า คนเยอะมากๆๆๆๆๆๆ มากถึงมากที่สุด แถมน้ำตกที่นี่ไม่ได้สวยเอาซะเลยอ่ะ เหมือนน้ำตกในเขาดินยังไงก็ไม่รู้ -_-" ผิดหวังอย่างแรง เลยนั่งหม่ำข้าวที่นี่ท่ามกลางฝูงชน แล้วก็ต้องผิดหวังครั้งที่สองเมื่อพบว่าอาหารกลางวันที่ทางรีสอร์ทเตรียมมาให้นั้นเป็นแค่กระเพรา ไข่ต้ม กับ ไก่ทอด แค่นั้นเอง :'(


หลังจากหม่ำข้าวกลางวันอันแสนอร่อยน้อยนิดท่ามกลางฝูงชนเรียบร้อยแล้ว ก็ขับรถออกมา เพื่อมุ่งหน้าไปยัง "น้ำตกไทรโยค" กันต่อเลย คาดว่าน่าจะสวยกว่า น้ำตกไทรโยคน้อย



พอไปถึงอุทยานแห่งชาติไทรโยคแล้ว เราก็ขับรถเข้าไปได้เลย เพราะว่าเราซื้อบัตรจากน้ำตกผาตาดมาแล้ว ซื้อครั้งเดียว เที่ยวได้หมด หุหุ น้ำตกที่นี่แปลกอ่ะครับ เป็นน้ำตกเตี้ยๆ ที่ตกจากลำธารเล็กๆ สู่แม่น้ำ (หรือเขื่อนไม่แน่ใจ) ด้านล่างอ่ะครับ ไม่ใช่ตกมาจากภูเขาด้านบนเหมือนน้ำตกอื่นๆ น้ำตกที่นี่คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ โอเคกว่าน้ำตกไทรโยคน้อยเยอะเลยอ่ะครับ เลยแวะถ่ายรูป เล่นน้ำกันเล็กน้อย แล้วก็กลับ



ก่อนกลับที่พัก เราตกลงกันไว้แล้วว่าจะแวะ"พุน้ำร้อนผาดาด" กันก่อน เสียค่าเข้าคนละ 10 บาท จอดรถเสร็จ หาที่เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ลงไปลุยบ่อน้ำร้อนได้เลย ตอนแรกเอาขาแหย่ก่อน น้ำร้อนมักมั่ก แช่ขาอยู่นาน กว่าจะกล้าลง พอลงไปเท่านั้นแหละ โห! ร้อนสุดๆ ร้อนแต่ก็ยังแช่ สบายดีอ่ะ ^^ เห็นคนอื่นที่มาทีหลัง ค่อยๆ แหย่ขา ค่อยๆ ลง แล้วก็ขำเหมือนกัน เราเองคงเป็นเหมือนกันแหละตอนแรกๆ กล้าๆ กลัวๆ


บ่อน้ำร้อนที่นี่แยกเป็นหลายๆ บ่อ มีบ่อสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะด้วย ส่วนบ่อที่พวกผมลงไปนั้นจะมีสองบ่อติดกัน บ่อนึงร้อนมากกว่าอีกบ่อนึง พอดีผมลงบ่อที่ร้อนน้อยกว่าอ่ะครับ


หลังจากแช่น้ำร้อนสลับธารน้ำเย็นเรียบร้อยแล้ว ก็กลับรีสอร์ทแบบตัวเบากัน ^^ สรุปว่า เที่ยวกาญฯวันนี้ ที่ชอบมากที่สุดคือ พุน้ำร้อน นี่เอง จึงลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า เช้าวันจันทร์ก่อนกลับ เราจะแวะที่นี่กันอีกครั้งนึง ^^


กลับถึงรีสอร์ทเสร็จก็ไม่มีอะไรมาก หม่ำข้าว อาบน้ำ แล้วก็เข้านอนกัน


ตื่นมาเช้าวันจันทร์ เก็บข้าวเก็บของ เตรียมกลับ หม่ำข้าวเช้าก่อน พร้อมทั้งบ่น เจ้าของรีสอร์ทนิดนึงว่า อาหารกลางวันเมื่อวานไม่ได้เรื่อง วันนี้เค้าเลยแก้ตัวทำให้ใหม่ ดีขึ้นกว่าเดิมหน่อย หุหุ


หลังจากหม่ำข้าวเช้าเสร็จ พวกเราก็รีบบึ่งรถไปพุน้ำร้อนกันอีกรอบก่อน โชคดีที่พุน้ำร้อนนี้ไม่ไกลจากรีสอร์ทมากนัก คราวนี้เราลองแช่บ่อที่ร้อนกว่าด้วย ปรากฏว่ามันร้อนกว่ามากพอสมควร แต่ก็พอทน ^^ แช่น้ำเสร็จ กลับรีสอร์ท เช็คเอาท์ แล้วก็ขับรถกลับกรุงเทพกัน แวะซื้อของระหว่างทางด้วย กว่าจะกลับถึงบ้านก็สองทุ่มกว่าๆ แล้ว

ดูรูปภาพอื่นๆ อีกได้ที่นี่นะครับ http://webboard.g-thailand.com/gboard/index.php?topic=130.msg636#new

จบแล้วสำหรับการเที่ยวกาญจนบุรีครั้งนี้ ครั้งหน้าจะไปไหนต่อดีนะเนี่ย เพื่อนๆ ช่วยคิดหน่อยดิครับ ^^

March 2, 2007

พาโนรามา สวยๆ

คลิ๊กที่ลิงก์เพื่อชมภาพขนาดใหญ่ได้นะครับ ภาพสวยมากๆ เลยอ่ะครับ ปกติเราไม่มีโอกาสเห็นภาพถ่ายลักษณะนี้ได้ง่ายๆ หรอกนะครับ



วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
The Temple of Emerald Buddha

พระที่นั่งบรมพิมาน
Boromabiman Hall

http://img65.imageshack.us/img65/7687/image008sh9.jpg

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
Dusit Mahaprasad Hall

http://img65.imageshack.us/img65/4290/image007ee4.jpg

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี
Phra Nakhon Khiri National Museum

http://img65.imageshack.us/img65/8546/image005fy6.jpg

พระราชวังพญาไท
Phya Thai Palace

http://img65.imageshack.us/img65/9450/image006we0.jpg

March 1, 2007

หนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ น่ารักจังเลย

ได้เมลล์จากเพื่อนๆ อ่ะครับ เลยเอามาโพสต์ให้ดูกัน แล้วจะทะยอยโพสต์ให้ดูกันเรื่อยๆ นะครับ คอมเมนต์กันมาบ้างนะครับ