Showing posts with label Joke. Show all posts
Showing posts with label Joke. Show all posts

February 8, 2008

วิธีเบ่งกินฟรี

สมชายกะสมชาติ.....เป็นเพื่อนซี้กันตกเย็นหลังเลิกงานทุกวัน 2 คนนี้จะต้องหาที่ดื่มกินกันเป็นประจำ แต่เผอิญวันนี้...... เป็นช่วงปลายเดือน......ทั้ง 2 จึงหมดงบที่จะพอไปนั่งดื่มกันตามปกติ

สมชาย.......เฮ๊ย ไอ้ชาติ !! เอ็งมีตังเหลือเท่าไหร่ว๊ะ ?? ทั้งเนื้อทั้งตัวข้าเหลืออยู่แค่ 10 บาทเองหว่ะ
สมชาติ.......ข้ามีอยู่ 20 เองหว่ะ.......เอาไงดีอ่ะ

ทั้ง 2 ครุ่นคิดกันอยู่พักใหญ่.....

สมชายก็เอ่ยขึ้นว่า........ ไอ้ชาติ...เอ็งเอาตัง 20 บาทของเอ็งมารวมกับข้านี่..
สมชาติ.......มันก็ยังได้แค่ 30 เองนี่หว่าาาา..............เบียร์เหยือกนึง..ถูกๆก็ 90 เข้าไปแล้วนะโว๊ย
สมชาย.......เออน่าาาา.......เอ็งเอาตังมาให้ข้าละกัน...แล้วเราไปร้านเซเว่นฯกัน

และแล้วทั้ง 2 จึงพากันไปร้านเซเว่นฯ จากนั้น สมชายก็ได้ซื้อไส้กรอกบิ๊กไบค์มาในราคา 30 บาท เมื่อได้ไส้กรอกมา..เจ้าสมชายก็เอาไส้กรอกยัดเข้าไปไว้ในเป้ากางเกง..แล้วเอ่ยขึ้นว่า

สมชาย.......ไปโว๊ยยย........เราไปหาเบียร์กินกัน...คืนนี้ข้าจะพาเอ็งลุยถึงเช้าเลย 555

ทั้ง 2 พากันไปยังเบียร์การ์เด้นแห่งหนึ่ง จัดแจงสั่งเบียร์มาดื่มเหยือกแล้วเหยือกเล่า

สมชาย.......เฮ๊ยยย....ไอ้ชาติ เราเปลี่ยนร้านดีกว่าว่ะเริ่มกร่อย สาวๆไม่มีแล้วว่ะร้านนี้
สมชาติ.......ก็ดี...เอาไงเอากันสมชาย.......บ๋อย !!!! เช็คบิล !!!!!

พอบ๋อยนำบิลมาที่โต๊ะ สมชายก็เอามือรูดซิปกางเกงตัวเองแล้วควักเอาไส้กรอกที่เตรียมไว้...ออกมา จากนั้นสมชาติก็ก้มลงไปดูด....ไส้กรอก อย่างเมามันส์ บ๋อยเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยอย่างเสียงดังขึ้นว่า....... ไอ้พวกเกย์บ้า...ไอ้วิตถาร ไอ้โรคจิต...พวกเอ็งรีบออกไปจากร้านเดี๋ยวนี้เลยนะ...ไป !!!!

ทั้ง 2 ใช้วิธีนี้ตระเวนดื่มเบียร์ฟรี ไปแทบจนจะถึงเช้าเปลี่ยนร้านมาแล้วประมาณ 7 - 8 ที่ .... ก็ใช้วิธีนี้ได้ผลมาตลอด.....

สมชาติ.......เฮ๊ยยยย...ไอ้ชาย....ข้าว่าคืนนี้เราพอกันเหอะว่ะ..ข้าชักเมื่อยปากเมื่อยคอแล้ว..ก้มๆเงยๆมาทุกร้านเลยว่ะ
สมชาย.......เอ่อ..ก็ดีเหมือนกันว่ะ...

เพราะข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไส้กรอกมันหล่นหายไปตั้งแต่ร้านไหนแล้วว่ะกูแสบไปหมดแล้ว ..........

เอิ้ก.......!!!!!!!!!!!

February 7, 2008

ผลของการกินไก่

บุญล้วน กะ สายเจียม กินอยู่กับฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดยักษ์ของบริษัท ซีบีฟาร์ม เมื่อทั้งคู่ต้องไปโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากฟาร์มเท่าไรนัก พวกเขาก็เรียนอยู่ชั้นและห้องเดียวกันมาโดยตลอด เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวันคนทั้งสองก็จะเอา ปิ่นโตอาหารที่พ่อแม่เตรียมมาจากบ้านขึ้นมากินพร้อมกันทุกวัน

แน่นอนอาหารที่อยู่ในปิ่นโตจะต้องเป็น ไก่ทุกมื้อ เหตุการณ์ผ่านไปหลายปีจนกระทั่งทั้งคู่อายุได้ 12 ขวบ

เที่ยงวันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังนั่ง รับประทานอาหารอยู่นั้น เด็กชายบุญล้วนสังเกตว่าอาหารในปิ่นโตของเด็กหญิงสายเจียมไม่ใช่ไก่

บุญล้วน : เธอไม่กินไก่แล้วหรือ ?
สายเจียม : ฉันไม่กินไก่อีกแล้ว เพราะฉันสังเกตเห็นว่าที่ตรงนั้นของฉันมันขึ้นขน สงสัยจะกินไก่มากไป
บุญล้วน : ขอฉันดูหน่อยได้ไหม ?

เด็กหญิงสายเจียมดึงกระโปรงของเธอขึ้น เด็กชายบุญล้วนเห็นขนที่ตรงนั้นตามที่เธอบอก

บุญล้วน : เออ จริงด้วยซี แต่แปลกแฮะฉันไม่เห็นเป็นอย่างเธอ

หลังจากวันนั้นเด็กชายบุญล้วนยังคงกินไก่เป็นอาหารกลางวันต่อไป ในขณะที่เด็กหญิงสายเจียมไม่ยอม กินไก่อีกเลย

เหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งปี เที่ยงวันหนึ่งเด็กหญิงสายเจียมสังเกตเห็นว่าเด็กชายบุญล้วนไม่ได้เอาไก่มากินเหมือนเช่นที่เคย

สายเจียม : เธอไม่กินไก่อีกแล้วหรือ ?
บุญล้วน : อ๋อ ฉันไม่กินแล้วเพราะฉันก็มีขนขึ้นที่ตรงนั้นเหมือนกัน
สายเจียม : ขอฉันดูหน่อยได้ไหม ?

เด็กชายบุญล้วนดึงกางเกงเขาลงมา เด็กหญิงสายเจียมเห็นเข้าถึงกับตาค้าง

สายเจียม : แย่แล้ว ฉันว่าเธอหยุดกินไก่ช้าไปหน่อยนะ เพราะไม่ใช่แค่ขนงอกออกมาเท่านั้น ตอนนี้ คอไก่มันก็ออกมาด้วยแถมยังมีกึ๋นออกมาอีกสองลูกต่างหาก

January 25, 2008

ขำขำ พระมหาสมปอง ตอน วัตถุดิบ

ตอนวัตถุดิบ

ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า

"ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูล วัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา" อาตมาก็ตอบว่า หลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละครที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ

พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที "ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"

อาตมาก็จะอธิบายไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญ หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้าใจ ตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกและจะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร ซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮา ก็ได้มาจากการพูดคุยกับ เหล่าโยมๆ นี่แหละ

อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา

"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ"

"หา อะไรนะ"

"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ"

" ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"

"อ๋อ ขอโทษค่ะ"

หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า "เจริญพร"

"ค่ะ เจริญพรเช่นกัน" แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย

ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น พอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที

"ถวายสังฆทานค่ะ"

พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู

"ไม่ต้องค่ะ"

โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น "ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ"

เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า " อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ" (ที่ถูกต้อง จะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ) พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา " คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ นะหลวงพี่" อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า " คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก"

เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย

แต่ก็มีบางกรณี ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา

"หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ"

" ไปไหนล่ะโยม"

" ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"

โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้ แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม

จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อน ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษเท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึงสนทนากันไหลลื่น ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสุดุ้งแต่อย่างใด ซึ่งถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา

"แม่ๆ พระมาขอข้าว"

"มาเยอะไหมลูก"

" มา 2 อัน"

โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ

ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอน เด็กๆ ด้วย

"ถ้าพระกิน เรียกว่า ฉัน"

"พระนอน เรียกว่า จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)

"พระป่วย เรียกว่า อาพาธ"

"พระตาย เรียกว่า มรณภาพ" (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)

" แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกว่าอะไรเอ่ย" คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง

..... "เรียกคนมาดู" ..... จบกัน

January 12, 2008

ร้านขายสามี

ณ ร้านขายสามี

มีร้านขายสามีแห่งหนึ่งเพิ่งเปิดตัวที่นิวยอร์กซิตี้แอนเดอร์เจ็คสันเพลโตลรี่ชอป ที่ซึ่งผู้หญิงสามารถเข้าไปเลือกซื้อสามีได้
ที่ทางเข้ามีคำอธิบายว่าห้างนี้ทำงานยังไง แต่!!คุณจะมาที่ร้านแห่งนี้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ร้านนี้มี 6 ชั้นและคุณค่าของสินค่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามชั้นที่คุณขึ้นไปคุณสามารถจะเลือกซื้อสินค้าใดก็ได้ในแต่ละชั้น หรือจะเลือกขึ้นไปยังชั้นถัดไป แต่คุณไม่สามารถลงมาได้อีก นอกจากจะออกจากร้านไปเลย!

ผู้หญิงคนหนึ่งจึงไปที่ร้านนี้เพื่อหาสามี
ที่ชั้นแรก มีป้ายเขียนว่า ชั้น 1 : ชายเหล่านี้มีงานทำ
ที่ชั้นสอง มีป้ายเขียนว่า ชั้น 2 : ชายเหล่านี้มีงานทำและรักเด็ก
ที่ชั้นสาม มีป้ายเขียนว่า ชั้น 3 : ชายเหล่านี้มีงานทำ รักเด็ก และหน้าตาดีสุดๆ หญิงคนนั้นคิด 'ว้าว' แต่ก็ยังขึ้นไปยังชั้นต่อไป
ที่ชั้นสี่ มีป้ายเขียนว่า ชั้น 4 : ชายเหล่านี้มีงานทำ รักเด็ก หน้าตาดีสุดๆ และช่วยทำงานบ้าน 'โอ้ พระเจ้าช่วย' หญิงคนนั้นอุทาน 'ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว' แต่เธอก็ยังไปยังชั้นห้า
ที่ชั้นห้า มีป้ายเขียนว่า ชั้น 5 : ชายเหล่านี้มีงานทำ รักเด็ก หน้าตาดีสุดๆ ช่วยทำงานบ้าน และโรแมนติกมาก แต่เธอก็ยังขึ้นไป
ที่ชั้นหก ที่ชั้น 6 นี้ไม่มีผู้ชายเลย ..ชั้นนี้ถูกสร้างแยกออกมาเพื่อพิสูจน์ว่าผู้หญิงไม่มีวันพอใจอะไรง่ายๆ

ขอบคุณที่มาใช้บริการ (ติ๊งต่อง........)

เพื่อไม่ให้เกิดความครหาว่าลำเอียงเจ้าของร้านจึงเปิดร้านใหม่อีกร้านนึง เป็นร้านขายภรรยา ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

ชั้นแรก มีภรรยาทีชอบมีเซ็กส์
ชั้นสอง มีภรรยาที่ชอบมีเซ็กส์ และมีเงิน
ที่ชั้นสามจนถึงชั้นหก ไม่เคยมีใครขึ้นมาถึงเลย................

เพราะแค่ชั้นแรกมันก็ อยู่กันเกือบหมดแล้ว ...........

October 4, 2007

เรื่องสยองของหนังสือลึกลับ

ดึกคืนหนึ่ง ชายหนุ่มคนนึงตั้งใจที่จะศึกษาเรื่องราวของผีในประเทศไทย และอาถรรพ์ ต่างๆ ที่มีบันทึกไว้ในตำราจึงได้เดินเข้าไปในห้องสมุดโบราณ ซึ่งเป็นสถานที่เก่าแก่ที่มีบันทึกเรื่องราวน่ากลัวต่างๆไว้อย่างมากมาย

ขณะที่กำลังค้นหาหนังสือลึกลับอยู่นั้น ชายหนุ่มก็ได้พบกับเจ้าของร้าน มีท่าทางน่ากลัวมาก เป็นชายแก่ๆไว้หนวดเครา อายุไม่น่าต่ำกว่า 70 ปี มีสายตาที่เย็นชามาก

ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ได้พบหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับบันทึกต่างๆเกี่ยวกับเรื่องผี หน้าปกก็ดูเหมือนมีมนต์มนขลังอะไรซักอย่างเมื่อ ชายหนุ่มได้หยิบหนังสือแล้วจะนำไปจ่ายเงิน ชายหนุ่มสังเกตุว่าเจ้าของร้านนั้น หน้าซีดและดูหวาดกลัวหนังสือเล่มนั้นเป็นอย่างมาก

เมื่อชายหนุ่มถามราคาเจ้าของร้านจึงบอกว่า 500 บาท ชายหนุ่มเห็นสีหน้าท่าทางหวาดกลัวของชายเจ้าของร้านทันที

เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาจากร้านก็ได้ยินเสียงเจ้าของร้านพูดออกมาด้วยเสียงสั่นๆ ว่า 'อย่าเปิดหน้าสุดท้ายเด็ดขาดนะ'

เมื่อกลับมาถึงบ้านชายหนุ่มก็ได้ เปิดหนังสืออ่านโดยปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าของร้านอย่างเคร่งครัดว่าห้ามเปิดหน้าสุดท้ายอย่างเด็ดขาดเมื่ออ่านหนังสือซักพักชายหนุ่มก็ได้เผลอหลับไป และในขณะนั้นเอง เผอิญมีลมพัดมาทำให้หนังสือตกลงมาจากโต๊ะ

ทำให้หนังสือได้เปิดไปที่หน้าสุดท้ายเข้า...

ชายหนุ่มตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสือหน้าสุดท้าย มีข้อความว่า ........

หนังสือเล่มนี้ราคา 35 บาท

June 26, 2007

อุทาหรณ์สำหรับชายชีกอ

เย็นวันหนึ่งหลังจากผมไดร์ฟกอล์ฟที่สนามไดร์ฟย่านชานเมือง ขณะที่ผมขึ้นรถเตรียมจะกลับบ้าน ก็มีเด็กสาวอายุราว 15-16 ปี วิ่งมาเกาะที่ประตูรถผมพร้อมกับถามว่า

เด็กสาว : "พี่ๆเอาหนูไหมคะ ไม่แพง"

ผมรู้สึกงุนงงกับคำถาม จึงถามเธอกับไปว่า

ผม : "อะไรนะ"
เด็กสาว : "พี่จะเอาหนูไหม ไม่แพง รับรองสะอาด หอมด้วย"

ผมมองดูเด็กสาวคนนั้นอย่างพิจารณา "น่ารักแฮะ" ใจผมคิดอย่างนั้น พร้อมกับดูรูปร่างของเธอ "ไม่เลว รูปร่างดีเหมือนกัน" จึงถามเธอกลับไปว่า

ผม : "เท่าไหร่ล่ะ"
เด็กสาว : "ร้อยเดียวค่ะ พี่"

"โอ้โห ถูกเป็นบ้า" ใจผมคิดอย่างนั้น ผมจึงหยิบเงินให้เธอ พร้อมกับถามเธอว่า

ผม : "เอ่อ......ที่ไหนดีล่ะ"
เด็กสาว : "ตรงนี้ก็ได้ค่ะพี่ รอแป็บเดียวนะคะ"

"ตรงนี้เลยเหรอ" ผมนึกในใจ แล้วเด็กสาวก็วิ่งไปที่พุ่มไม้ใกล้ๆ ส่วนผมก็นั่งรอด้วยใจระทึก สักครู่เธอก็วิ่งกลับมาพร้อมกับถือถุงบางอย่าง มายื่นให้ผม

เด็กสาว : "ขอบคุณค่ะ"

เธอกล่าว แล้วเธอก็วิ่งกลับไปที่พุ่มไม้เดิม ผมจึงเปิดถุงออกดูด้วย ความสงสัย แล้วผมก็เห็นหนูครับหนู หนูจริงๆ มันคือหนูนาย่าง 3 ตัว ส่งกลิ่นหอมฟุ้งเต็มรถ ราว 10 นาที หลังจากนั้นผมจึงออกรถกลับบ้านพร้อม กลับความงุนงงว่า ... อะไรกันวะ

June 7, 2007

บักหม่อง (ขำขัน)

...ทำไม บักหม่อง ถึง พาเพื่อน..แห่กันไปเที่ยวผับ.. ทีละ 18 คน... ก็เพราะหน้าผับ ................เขาประกาศไว้ว่า ................
ต่ำกว่า 18 ห้ามเข้าน่ะสิ (!!)


บักหม่อง..ไปร้านขายทีวี.. ! ถามคนขายว่า "ไม่ทราบว่า..ที่นี่มีทีวีสีขายรึเปล่า?"
คนขายตอบว่า.."มี"
บักหม่องเลยบอกว่า ................"งั้นเอาสีเขียวมาเครื่องนึง" (!!)


บักหม่อง..เข้าไปเดินดูของใน ร้านจีฉ่อย เห็นกระติกน้ำทำจากโลหะอันหนึ่งวางอยู่

บักหม่องถามอาอึ้มว่า "อึ้ม.. ไอ้ที่วอบแวบสีเงินๆ นั่น อะไร"
อึ้มตอบว่า "กระติกน้ำ ไง ................(ไอ้ฟาย)"

"แล้วมันทำอะไรได้มั่ง"

"ก็ใส่ของร้อน-ก็ร้อนนาน ................ใส่ของเย็น-ก็เย็น นาน"

บักหม่อง..เห็นว่าน่าสนใจ................เลยตกลงซื้อมาอันนึง

เช้าของวันใหม่..อากาศแจ่มใส บักหม่อง..ก็เอากระติกน้ำที่เพิ่งซื้อมา..ไปที่ทำงาน.. ตั้งอวดบนโต๊ะ..อย่างภาคภูมิ

หัวหน้าบักหม่องเห็นเข้า................เลยถามขึ้น "อะไรนั่นน่ะ..บักหม่อง"

"กระติกน้ำครับ"

"แล้วมันมีอะไรพิเศษ รึ"

"ก็ใส่ของร้อน..ก็ เก็บความร้อนได้ หรือใส่ของเย็น..ก็เก็บความเย็นได้"

หัวหน้าเลยถามว่า.. "แล้วใส่อะไรมาล่ะ"
บักหม่องยืด..ก่อนจะตอบ ว่า.. "กาแฟร้อน 2 แก้ว.. กับไอติม 1 ถ้วยครับ" (!!)


ทุกครั้ง..หลังถ่ายเอกสารเสร็จ บักหม่อง..จะเอาฉบับก๊อปปี้-มาตรวจทาน..เทียบกับต้นฉบับ เพื่อเช็คดูว่า..มีคำไหนสะกดผิดรึเปล่า (!!)


บักหม่อง..จะยิ้มทุกครั้ง................ที่ฟ้าผ่า เพราะนึกว่า..มีคนกำลังถ่ายรูปเขาอยู่ (!!)


รู้ป่าวว่า...ทำไมบักหม่อง................ถึงกดโทรศัพท์เบอร์ฉุก เฉิน 911..ไม่ได้ ก็เพราะ.....เขาหา เบอร์ 11 (สิบเอ็ด) .................บนแป้นไม่เจอน่ะ สิ (!!)


บักหม่อง..เพิ่งซื้อคอมพิวเตอร์ มาใหม่เครื่องหนึ่ง เล่นไปซักพัก..ก็เจอปัญหา บักหม่อง..เลยลองกดที่ HELP บนแป้น F1 ผ่านไปพักใหญ่...

บักหม่องหงุดหงิดมาก เลยโทรไปต่อว่า..ร้านที่เขาซื้อคอมมา "ผมกด F1 ตามที่เครื่อง บอก.. เวลาที่มีปัญหา แล้วก็รออยู่เป็น ชั่วโมง.. ยังไม่เห็นมีใครมาช่วย เลย"
คนขาย : "(**...)" (!!)

วันรุ่งขึ้น

บักหม่อง : "เครื่องคอมพิวเตอร์ คุณนี่ห่วยมากอีกแล้วน่ะ ผมเสียเงินซื้อไปตั้งเยอะมีแต่ ปัญหาไม่รู้จบ หนำซ้ำ พอโทรมาสอบถามพนักงานงานขายของ คุณ ก็ดันตอบไม่รู้ เรื่อง"
ผู้จัดการ : "มีปัญหาอะไรให้ ดิฉันรับใช้ได้ค่ะ" ( เสียงสั่นเครือมากด้วยอาการที่หวาดกลัวจะถูกลูกค้าด่า กลับ )
บักหม่อง : "ก็หน้าจอ คอมพิวเตอร์ ของคุณน่ะ รายงานผลว่า “ ซีตุ๊ป - ซีตุ๊ป“ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง"

ผู้จัดการบอกว่า เธอก็ไม่รู้ว่า ไอ้ซีตุ๊ป-ซีตุ๊ปเนี่ยมันคืออะไร ช่วงนั้นก็น้ำตาเกือบไหล เพราะกะว่าถ้าตอบปัญหาลูกค้าไม่ได้ ต้องถูกไล่ออกแน่เลย ตู จนกระทั่ง.....

ผู้จัดการ : "คุณลองสะกดคำ ว่า “ ซีตุ๊ป - ซีตุ๊ป “ หน่อยสิคะ ว่าสะกดอย่างไร"
บักหม่อง : "S - E - T - U - P - S - E - T - U - P"
ผู้จัดการ : "คุณนี่สุดยอดจริงๆ อ่านได้งัย ซีตุ๊ ป – ซีตุ๊ป 555! "


บักหม่อง..ไปหาหมอ...ในสภาพหูบวมแดงน่ากลัว

หมอถามว่า.. "ไปโดนอะไรมาครับ"
บักหม่องตอบว่า.. "ผมกำลังรีดผ้า อยู่.. แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แต่แทนที่จะหยิบโทรศัพท์มาพูด ผมดันเผลอ..เอาเตารีดขึ้นมาแนบหูน่ะสิ"
"โอ้ว..เดียร์" หมออุทานเป็นภาษา ฝรั่ง................ด้วยความเวทนา
"แล้วหูอีกข้าง..ทำไมถึงแดงเหมือนกันล่ะ" ..หมอถามต่อ
"ก็ไอ้บ้านั่น...เสือก โทร.กลับมาอีกรอบ..อ่ะดิหมอ" (!!)


หลังจาก... ใช้ความพยายาม................ต่อจิ๊กซอว์อยู่นาน ในที่สุด..บักหม่องก็ต่อเสร็จ เขาเอาไปอวดเพื่อน..ด้วยความภูมิใจ

"เป็น ไง ................เนี่ยฉันใช้เวลาต่อ..แค่ 5 เดือนเองนะโว้ย"
เพื่อนบักหม่องงง..ที่เขากล้าอวด "5 เดือน เหรอ ! แถวบ้านฉันเรียกว่า..! โคตรนานเลยนะนั่น"
"แกนี่ไม่รู้อะไร" บักหม่อง..ไม่ยอมลดละ
"ดูที่กล่อง นี่ ................เห็นมั้ย .................มันบอก ว่า... "สำหรับ 4-7 ปี" แต่..ฉันใช้เวลาแค่ 5 เดือนเองนะเฟ้ย.. " (!!)

May 24, 2007

เรื่องเล่าจาก สามีภรรยาคู่หนึ่ง ...

มีชาย-หญิงคู่นึงแต่งงานอยู่ด้วยกัน กระทั่งถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรกันเลยเชียวหล่ะ ฝ่ายหญิงมีกล่องเก็บของอยู่ใบหนึ่งวางในตู้เสื้อผ้า และกำชับแกมขอร้องสามีว่าอย่าได้เปิดดูหรือถามใดใดทั้งสิ้น ฝ่ายสามีก้อช่างน่ารักเสียเหลือเกิน ไม่เคยปริปากถามเรื่องกล่องใบนั้นอีกเลย

วันเวลาผ่านไปหลายสิบปี อยู่มาวันหนึ่งฝ่ายหญิงป่วยมาก หมอลงความเห็นว่าเธอคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่นานเธอจึงวานให้สามีช่วยไปหยิบกล่องใบนั้นจากตู้เสื้อผ้า หลังจากที่ฝ่ายชายกลับมาพร้อมกับยื่นกล่องให้เธอ เธอเปิดฝากล่องขึ้นมาพบว่ามี ตุ๊กตาถักไหมพรมกับเงินอีกจำนวนหนึ่ง (ประมาณว่า 95,000 เหรียญ) บรรจุอยู่ข้างใน

ฝ่ายหญิงเริ่มเอ่ย "ในวันแต่งงานของเรา คุณย่าของฉันได้ให้บทเรียนสอนใจ ท่านว่าครอบครัวสมรสเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หนักนิดเบาหน่อยต้องให้อภัยและอดทนให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไว้เนื้อเชื่อใจ มีความรักให้แก่กัน และที่สำคัญคือมีความเข้าใจกัน" เธอหยุดพูด พร้อมกับยื่นมืออันแทบจะไร้เรี่ยวแรงลูบตุ๊กตาไหมพรมไปมา "คุณย่าได้แนะเคล็ดลับให้ว่า เมื่อใดที่ความรู้สึกไม่พอใจเกิดขึ้น หรือรู้สึกโกรธมากๆ ขึ้นมา ให้ถักตุ๊กตาไหมพรมเก็บไว้ 1 ตัวเสมอ"

ฝ่ายชายเหลือบมองเข้าไปในกล่อง มีตุ๊กตาไหมพรม 2 ตัววางอยู่ เขาเบือนหน้าไปอีกทาง เพื่อหลบหยดน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ เขารู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของภรรยามีต่อเขาเป็นยิ่งนัก ชีวิตสมรสที่ยาวนานกว่า 50 ปี มีตุ๊กตาไหมพรมเพียง 2 ตัว เท่านั้นแทนจำนวนครั้งที่ภรรยาได้โกรธเคืองเขา

หลังจากปาดคราบน้ำตาแล้ว เขาหันกลับมา ฝ่ายภรรยาพูดต่อ "เธอคงแปลกใจกับเงินก้อนนี้สินะ" ฝ่ายหญิงหยิบมันขึ้นมา แล้วพูดต่อว่า " มันเป็นเงินที่ได้มาจากการทยอยขายตุ๊กตาไปทีละตัวๆ ค่ะ..... " ฮา

May 17, 2007

มาม่ามีฤทธิ์ถ่ายพยาธิได้

ผลการวิจัยพบว่า เมื่อกินมาม่าเข้าไป พอมาม่าเดินทางไปถึงบริเวณที่มีพยาธิ พยาธิจะมารุมกินมาม่า แต่เนื่องจากลักษณะเส้นมาม่ามีความคล้ายคลึงกับตัวพยาธิ ทำให้พยาธิสับสนไม่รู้ว่าอันไหนเป็นอาหารอันไหนเป็นพวกเดียวกัน จึงเกิดการกัดผิดตัว แทนที่จะไปกัดเส้นมาม่าดันไปกัดพวกเดียวกันเอง

พยาธิตัวที่ถูกกัดจึงเกิดความแค้น เนื่องจากกำลังกินอยู่ดีๆ ดันโดนลอบกัดมันก็เลยกัดตอบ ทีนี้ก็เกิดเป็นโดมิโนเอฟเฟค พยาธิกัดกันเองเป็นพัลวันทำให้พยาธิล้มตายกันเกือบหมด

ไอ้ตัวที่เหลือก็ไม่กล้าออกมากินมาม่าอีก เพราะกลัวว่าจะเข้าใจผิด เกิดบาดหมางกันระหว่างเพื่อนฝูงก็เลยผอมโซอดตายกันหมด

ดังนั้นจึงสรุปผลการทำวิจัยว่า มาม่ามีฤทธิ์ในการถ่ายพยาธิออกจากร่างกายได้

March 8, 2007

ขำขำ อ่านแก้เครียด

:: ยิ้มหมายเลข 1 ::


" เมียอั๊วนอกใจว่ะ " ไอ้หนุ่มปรับทุกข์กับเพื่อน
" เรื่องเป็นไงมาไงวะ " เพื่อนยินดีรับฟัง
" เมื่อคืนอีไม่ยอมกลับบ้านน่ะสิ พออั๊วถาม อีบอกว่าไปค้างกับพี่สาว " ไอ้หนุ่มเล่า
" ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่หว่า แค่นี้จะว่าเค้านอกใจได้ไง " เพื่อนชี้ทางสว่าง
" โกหกเห็นๆว่ะ อั๊วนอนอยู่กับพี่สาวอีทั้งคืนแท้ๆนี่หว่า..."


:: ยิ้มหมายเลข 2 ::


หนุ่มใหญ่นั่งครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานานจนภรรเมียสงสัย
" คิดอะไรอยู่หรือพี่ " เธอถาม
" จำได้มั้ย วันนี้เมื่อยี่สิบปีที่แล้วพ่อเอ็งจับได้ว่าข้าเข้าหาเอ็ง "
" จำได้สิพี่ " เมียพยักหน้าหงึกๆ
" แล้วพ่อเอ็งก็ให้ข้าเลือกว่าจะมาสู่ขอเอ็งหรือว่าจะยอมติดคุกซัก 20 ปี "
" แล้วพี่ก็เลือกแต่งกับชั้น " เมียพยักหน้าอาการรับรู้
" แล้วพี่นั่งคิดอะไรอยู่ล่ะ "
" ข้าคิดอยู่ว่า ถ้าข้ายอมติดคุก วันนี้ข้าก็พ้นโทษแล้วว่ะ!!! "


:: ยิ้มหมายเลข 3 ::


จิตรกรหนุ่มพยายามมีสมาธิกับการทำงานของเขาแต่สาวน้อยที่มาเป็นแบบให้วาดก็ทำให้ตบะของเขาขาดผึงไอ้หนุ่มกระโจนใส่เธอ กอดไว้แน่น แล้วระดมจูบอย่างเร่าร้อน
" อย่านะ" เธอผลักไอ้หนุ่ม
" คุณอาจจะทำยังงี้กับนางแบบคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่ชั้นแน่!!!"
" แต่ผมไม่เคยทำยังงี้กับแบบของผมมาก่อนเลยจริงๆนะครับ" ไอ้หนุ่มท้วง
" คุณพูดจริงเรอะ" เธอทำท่าไม่อยากจะเชื่อ
" คุณวาดมาเท่าไหร่แล้ว ?"
" สี่..." จิตรกรหนุ่มว่า " เหยือกน้ำ แอปเปิ้ล ตะกร้า แล้วก็คุณนี่แหละ!!!"


:: ยิ้มหมายเลข 4 ::


แอร์โฮสเตสสายการบินที่ตกบ่อยๆประกาศก่อนเครื่องออก
" ท่านผู้โดยสารทุกท่านโปรดทราบเที่ยวบินสู่เมืองปักกิ่งกำลังจะออกเดินทาง ณ บัดนี้แล้วเพื่อความปลอดภัยขอให้ทุกท่านโปรดคาดเข็มขัดนิรภัยท่านที่พบว่าเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งท่านชำรุด กรุณามัดไว้ด้วยเงื่อนพิรอดนะคะกรุณาอย่าใช้เงื่อนตาย ถ้าท่านหาสายรัดเข็มขัดนิรภัยไม่พบกรุณาย้ายไปที่นั่งอื่นที่ว่างอยู่ ทั้งนี้ขอให้ท่านได้โปรดวางใจถึงแม้เครื่องบินของเราจะเก่าแต่ทั้งนักบินและนักบินผู้ช่วยของเรายังใหม่อยู่นะคะ..."