February 8, 2008

วิธีเบ่งกินฟรี

สมชายกะสมชาติ.....เป็นเพื่อนซี้กันตกเย็นหลังเลิกงานทุกวัน 2 คนนี้จะต้องหาที่ดื่มกินกันเป็นประจำ แต่เผอิญวันนี้...... เป็นช่วงปลายเดือน......ทั้ง 2 จึงหมดงบที่จะพอไปนั่งดื่มกันตามปกติ

สมชาย.......เฮ๊ย ไอ้ชาติ !! เอ็งมีตังเหลือเท่าไหร่ว๊ะ ?? ทั้งเนื้อทั้งตัวข้าเหลืออยู่แค่ 10 บาทเองหว่ะ
สมชาติ.......ข้ามีอยู่ 20 เองหว่ะ.......เอาไงดีอ่ะ

ทั้ง 2 ครุ่นคิดกันอยู่พักใหญ่.....

สมชายก็เอ่ยขึ้นว่า........ ไอ้ชาติ...เอ็งเอาตัง 20 บาทของเอ็งมารวมกับข้านี่..
สมชาติ.......มันก็ยังได้แค่ 30 เองนี่หว่าาาา..............เบียร์เหยือกนึง..ถูกๆก็ 90 เข้าไปแล้วนะโว๊ย
สมชาย.......เออน่าาาา.......เอ็งเอาตังมาให้ข้าละกัน...แล้วเราไปร้านเซเว่นฯกัน

และแล้วทั้ง 2 จึงพากันไปร้านเซเว่นฯ จากนั้น สมชายก็ได้ซื้อไส้กรอกบิ๊กไบค์มาในราคา 30 บาท เมื่อได้ไส้กรอกมา..เจ้าสมชายก็เอาไส้กรอกยัดเข้าไปไว้ในเป้ากางเกง..แล้วเอ่ยขึ้นว่า

สมชาย.......ไปโว๊ยยย........เราไปหาเบียร์กินกัน...คืนนี้ข้าจะพาเอ็งลุยถึงเช้าเลย 555

ทั้ง 2 พากันไปยังเบียร์การ์เด้นแห่งหนึ่ง จัดแจงสั่งเบียร์มาดื่มเหยือกแล้วเหยือกเล่า

สมชาย.......เฮ๊ยยย....ไอ้ชาติ เราเปลี่ยนร้านดีกว่าว่ะเริ่มกร่อย สาวๆไม่มีแล้วว่ะร้านนี้
สมชาติ.......ก็ดี...เอาไงเอากันสมชาย.......บ๋อย !!!! เช็คบิล !!!!!

พอบ๋อยนำบิลมาที่โต๊ะ สมชายก็เอามือรูดซิปกางเกงตัวเองแล้วควักเอาไส้กรอกที่เตรียมไว้...ออกมา จากนั้นสมชาติก็ก้มลงไปดูด....ไส้กรอก อย่างเมามันส์ บ๋อยเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยอย่างเสียงดังขึ้นว่า....... ไอ้พวกเกย์บ้า...ไอ้วิตถาร ไอ้โรคจิต...พวกเอ็งรีบออกไปจากร้านเดี๋ยวนี้เลยนะ...ไป !!!!

ทั้ง 2 ใช้วิธีนี้ตระเวนดื่มเบียร์ฟรี ไปแทบจนจะถึงเช้าเปลี่ยนร้านมาแล้วประมาณ 7 - 8 ที่ .... ก็ใช้วิธีนี้ได้ผลมาตลอด.....

สมชาติ.......เฮ๊ยยยย...ไอ้ชาย....ข้าว่าคืนนี้เราพอกันเหอะว่ะ..ข้าชักเมื่อยปากเมื่อยคอแล้ว..ก้มๆเงยๆมาทุกร้านเลยว่ะ
สมชาย.......เอ่อ..ก็ดีเหมือนกันว่ะ...

เพราะข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไส้กรอกมันหล่นหายไปตั้งแต่ร้านไหนแล้วว่ะกูแสบไปหมดแล้ว ..........

เอิ้ก.......!!!!!!!!!!!

February 7, 2008

ผลของการกินไก่

บุญล้วน กะ สายเจียม กินอยู่กับฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดยักษ์ของบริษัท ซีบีฟาร์ม เมื่อทั้งคู่ต้องไปโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากฟาร์มเท่าไรนัก พวกเขาก็เรียนอยู่ชั้นและห้องเดียวกันมาโดยตลอด เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวันคนทั้งสองก็จะเอา ปิ่นโตอาหารที่พ่อแม่เตรียมมาจากบ้านขึ้นมากินพร้อมกันทุกวัน

แน่นอนอาหารที่อยู่ในปิ่นโตจะต้องเป็น ไก่ทุกมื้อ เหตุการณ์ผ่านไปหลายปีจนกระทั่งทั้งคู่อายุได้ 12 ขวบ

เที่ยงวันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังนั่ง รับประทานอาหารอยู่นั้น เด็กชายบุญล้วนสังเกตว่าอาหารในปิ่นโตของเด็กหญิงสายเจียมไม่ใช่ไก่

บุญล้วน : เธอไม่กินไก่แล้วหรือ ?
สายเจียม : ฉันไม่กินไก่อีกแล้ว เพราะฉันสังเกตเห็นว่าที่ตรงนั้นของฉันมันขึ้นขน สงสัยจะกินไก่มากไป
บุญล้วน : ขอฉันดูหน่อยได้ไหม ?

เด็กหญิงสายเจียมดึงกระโปรงของเธอขึ้น เด็กชายบุญล้วนเห็นขนที่ตรงนั้นตามที่เธอบอก

บุญล้วน : เออ จริงด้วยซี แต่แปลกแฮะฉันไม่เห็นเป็นอย่างเธอ

หลังจากวันนั้นเด็กชายบุญล้วนยังคงกินไก่เป็นอาหารกลางวันต่อไป ในขณะที่เด็กหญิงสายเจียมไม่ยอม กินไก่อีกเลย

เหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งปี เที่ยงวันหนึ่งเด็กหญิงสายเจียมสังเกตเห็นว่าเด็กชายบุญล้วนไม่ได้เอาไก่มากินเหมือนเช่นที่เคย

สายเจียม : เธอไม่กินไก่อีกแล้วหรือ ?
บุญล้วน : อ๋อ ฉันไม่กินแล้วเพราะฉันก็มีขนขึ้นที่ตรงนั้นเหมือนกัน
สายเจียม : ขอฉันดูหน่อยได้ไหม ?

เด็กชายบุญล้วนดึงกางเกงเขาลงมา เด็กหญิงสายเจียมเห็นเข้าถึงกับตาค้าง

สายเจียม : แย่แล้ว ฉันว่าเธอหยุดกินไก่ช้าไปหน่อยนะ เพราะไม่ใช่แค่ขนงอกออกมาเท่านั้น ตอนนี้ คอไก่มันก็ออกมาด้วยแถมยังมีกึ๋นออกมาอีกสองลูกต่างหาก

February 4, 2008

เมื่อได้รัก


เมื่อตอนอายุ 5 ปี ..
ฉันบอกว่า..ฉันรักเธอ
เธอเอียงคอน้อยๆ ..
กระพริบตาอันกลมโตของเธอ ..
แล้วถามฉันว่า …
“หมายความว่า..อะไรหรือ?”

----------

เมื่อตอนอายุ 15 ปี
ฉันบอกว่า...ฉันรักเธอ
เธอหน้าแดงก่ำ ..ก้มหน้าเล่นชายเสื้อเธอเอง
รู้สึกว่า..เธอกำลังยิ้มอยู่

----------

เมื่อตอนอายุ 20 ปี
ฉันบอกว่า..ฉันรักเธอ
เธอซบลงบนไหล่ฉัน ..กอดแขนฉันไว้แน่น
ราวกับกลัวว่า...ฉันจะหายจากไป..ต่อหน้าเธอ

----------

เมื่อตอนอายุ 25 ปี
ฉันบอกว่า...ฉันรักเธอ
เธอวางอาหารเช้าไว้บนโต๊ะ ..
แล้วเดินมาดึงจมูกฉัน...พร้อมกับพูดว่า...
“รู้แล้ว! ตื่นขึ้นมาได้แล้ว ..จะนอนไปถึงไหน?”

----------

เมื่อตอนอายุ 30 ปี
ฉันบอกว่า..ฉันรักเธอ
เธอหัวเราะ..แล้วพูดว่า
“ถ้าเธอรักฉันจริงๆ ..เลิกงานแล้ว..ก็อย่าเถลไถลไปที่อื่นสิ
แล้วก็..อย่าลืมซื้อกับข้าวมานะ!”

----------

เมื่อตอนอายุ 40 ปี
ฉันบอกว่า..ฉันรักเธอ
เธอเก็บจานชามบนโต๊ะไปล้าง...พร้อมกับพูดว่า
“รู้แล้ว.. รู้แล้ว...รีบๆไปสอนการบ้านให้ลูกไป!”

----------

เมื่อตอนอายุ 50 ปี
ฉันบอกว่า..ฉันรักเธอ
เธอนั่งถักเสื้ออยู่ ..แล้วพูดกับฉัน..โดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา
“จริงหรือ? ในใจเธอ..ไม่ใช่คิดอยากจะให้ฉันตายเร็วๆรึไง?”
แล้ว..เธอก็หัวเราะไม่หยุด

----------

เมื่อตอนอายุ 60 ปี
ฉันบอกว่า..ฉันรักเธอ
เธอหัวเราะพลางทุบไหล่ฉัน
“ตาบ้า! ลูกๆก็โตกันหมดแล้ว.. ยังจะมาทำปากหวานอีก!”

----------

เมื่อตอนอายุ 70 ปี
เรา..นั่งอยู่บนเก้ายาว ..ทบทวนจดหมายรัก...
ที่ฉันเขียนให้เธอ...เมื่อ 50 ปีก่อน..ด้วยกัน
มืออันเหี่ยวย่นของเราสองคน..ก็จับกันไว้ตลอด
เมื่อฉันบอกว่า..ฉันรักเธอ
เธอมองหน้าฉันแล้วยิ้มให้
ถึงแม้ใบหน้าเธอ..จะเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น
แต่..เธอก็คงยังแลดูสวยงาม..เสมอ

----------

เมื่อตอนอายุ 80 ปี
เธอบอกว่า..เธอรักฉัน
แต่..ฉันไม่ได้พูดอะไรสักคำ
เพราะว่า..ฉันร้องไห้ออกมา
นี่..เป็นวันที่ฉันมีความสุข..มากที่สุดในชีวิต
เพราะว่า..
ในที่สุด..เธอก็ยอมพูดออกมาว่า..
“ฉัน รัก เธอ”

January 25, 2008

ขำขำ พระมหาสมปอง ตอน วัตถุดิบ

ตอนวัตถุดิบ

ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า

"ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูล วัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา" อาตมาก็ตอบว่า หลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละครที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ

พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที "ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"

อาตมาก็จะอธิบายไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญ หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้าใจ ตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกและจะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร ซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮา ก็ได้มาจากการพูดคุยกับ เหล่าโยมๆ นี่แหละ

อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา

"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ"

"หา อะไรนะ"

"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ"

" ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"

"อ๋อ ขอโทษค่ะ"

หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า "เจริญพร"

"ค่ะ เจริญพรเช่นกัน" แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย

ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น พอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที

"ถวายสังฆทานค่ะ"

พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู

"ไม่ต้องค่ะ"

โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น "ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ"

เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า " อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ" (ที่ถูกต้อง จะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ) พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา " คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ นะหลวงพี่" อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า " คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก"

เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย

แต่ก็มีบางกรณี ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา

"หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ"

" ไปไหนล่ะโยม"

" ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"

โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้ แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม

จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อน ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษเท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึงสนทนากันไหลลื่น ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสุดุ้งแต่อย่างใด ซึ่งถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา

"แม่ๆ พระมาขอข้าว"

"มาเยอะไหมลูก"

" มา 2 อัน"

โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ

ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอน เด็กๆ ด้วย

"ถ้าพระกิน เรียกว่า ฉัน"

"พระนอน เรียกว่า จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)

"พระป่วย เรียกว่า อาพาธ"

"พระตาย เรียกว่า มรณภาพ" (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)

" แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกว่าอะไรเอ่ย" คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง

..... "เรียกคนมาดู" ..... จบกัน

เฮฮางานแต่ง

ขำขันในงานแต่งงานครับผม