May 7, 2007
สารพันคำถามคำตอบน่ารู้ หมวด เคล็ดลับแม่บ้าน
เฉลย จริง โดยใช้ไข่ขาว มาทาที่น้ำร้อนลวกให้ทั่วทิ้งไว้จนแห้ง ไปเอง แล้วรอสักพักใหญ่ๆ จึงล้างออกจะไม่มีรอยแดง หรือพองเลย ข้อสำคัญ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้ถูกน้ำเย็น หรือของอื่นเลย และอย่าไปแกะ หรือเกาตอนที่ใกล้จะแห้ง เพราะจะทำให้หนังถลอก
2. ยาหม่องสามารถใช้ขจัดหมากฝรั่งเปื้อนผ้าได้ จริงหรือ
เฉลย จริง โดยการใช้ยาหม่องถูตรงยางเหนียวๆ ของหมากฝรั่งไปมา ไม่นานยางของหมากฝรั่งก็จะหลุดออกหมด แล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ
3. ใส่หลอดในขวดซอสมะเขือเทศจะทำให้เทออกง่าย จริงหรือ
เฉลย จริง โดยการใส่หลอดลงไปให้ลึกถึงก้นขวด เพื่อให้อากาศสามารถแทรกผ่าน เข้าไปในขวดได้ แล้วเทซอสมะเขือเทศ ก็จะไหลออกมาง่ายขึ้น
4. ถุงน่องแช่น้ำเกลือช่วยให้ถุงน่องไม่ขาดง่าย จริงหรือ
เฉลย จริง โดยการนำเกลือ 2 ถ้วยผสมกับน้ำ 1 แกลอน แช่ถุงน่องใหม่ไว้นาน 3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ยกถุงน่องขึ้น มาตากให้น้ำหยดจนแห้ง ก็จะทำให้ถุงน่องคงสภาพ และเหนียวทนนาน
5. มันฝรั่งกำจัดกลิ่นปลาร้าติดมือได้ จริงหรือ
เฉลย ไม่จริง แต่มันฝรั่งสามารถกำจัดกลิ่นหัวหอมติดมือได้ โดยการนำมันฝรั่งที่ปอกแล้ว มาถูมือที่มีกลิ่นหัวหอมติดอยู่ กลิ่นหัวหอมก็จะค่อยๆ จางหายไป
6. พริกแห้งใช้ไล่แมลงวันได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เวลาตากของแห้งไว้ จะมีแมลงวันมาตอม ให้เอาพริกแห้ง 5 - 6 เม็ด เสียบ ไว้รอบกระด้ง ไอร้อนของพริก จะทำให้แมลงวันไม่กล้าเข้าใกล้
7. เบียร์ช่วยคลายเกลียวขึ้นสนิมได้ จริงหรือ
เฉลย จริง ให้รินเบียร์ลงไปบนเกลียวขึ้นสนิมนิดหน่อย รอ 2-3 นาที ความเป็นกรดของเบียร์ จะช่วยขจัดสิ่งสกปรก และเศษสนิม ทำให้เกลียวหมุนเปิดได้ง่ายขึ้น
8. เอาผ้าไหมแช่ช่องแข็งจะทำให้รีดง่าย จริงหรือ
เฉลย จริง การรีดผ้าไหม ควรใช้ไฟอ่อนๆ เพราะผ้าไหมจะไหม้เกรียม หรือเป็นสีเหลืองได้ง่าย แต่ถ้าผ้าไหมยับมาก ก่อนรีดควรฉีดพรมน้ำยาให้ทั่ว แล้วพับใส่ถุงพลาสติก นำไปแช่ในช่องแข็งของตู้เย็น ประมาณ 10 -15 นาที แล้วจึงนำออกมารีด จะทำให้รีดผ้าไหมได้ง่าย และเรียบยิ่งขึ้น
9. นำเหรียญสลึงใส่แจกันช่วยให้ดอกไม้ไม่เหี่ยวเฉาได้ จริงหรือ
เฉลย จริง โดยให้หย่อนเหรียญสลึงลงไปในแจกัน ส่วนผสมที่เป็นทองแดงในเหรียญ จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ดอกไม้เหี่ยวเฉา
10. ใบฝรั่งช่วยดูดกลิ่นได้ จริงหรือ
เฉลย จริง โดยให้นำใบฝรั่งมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แยกกากใบออก น้ำมันหอมระเหยที่ได้ จะทำหน้าที่ดับกลิ่น ส่วนกากใบที่ได้ให้นำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อช่วยดูดกลิ่นได้
April 4, 2007
7 Habits ฉบับย่อสุดสุด
อุปนิสัยที่ดี 7 ประการ ของบุคคลผู้มีประสิทธิภาพสูง
รศ.ดร.พรรรณราย ทรัพยะประภา
สตีเฟน อาร์ โควีย์ (Stephen R.Covey) ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงมากทั่วโลกเล่มหนึ่ง ชื่อว่า "The Seven Habits of Highly Effective People" ในปี ค.ศ.1989 เป็นหนังสือที่อยู่ในระดับ "ขายดีมากที่สุด" (Best seller) ติดต่อกันเป็นเวลาถึง 14 เดือน ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ไปทั่วโลก
โควีย์ กล่าวว่าบุคลที่จะได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้มีประสิทธิภาพสูง ควรจะฝึกตนเองให้มีคุณสมบัติที่เป็น อุปนิสัยประจำตน 7 ประการ ดังต่อไปนี้
(1) เป็นฝ่ายรุก (Be proactive) ริเริ่ม ตอบสนอง และสร้างสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้น ตระหนักว่าตนเอง มีอิสระที่จะเลือก มีสติสัมปชัญญะต่อตนเอง พัฒนาความรู้และความซื่อสัตย์ต่อการเลือกต่างๆ นั้น หมายความว่า เมื่อได้ตัดสินใจเลือกว่าจะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว ก็แสวงหาความรู้และยึดมั่นต่อการกระทำต่างๆที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกนั้น
(2) เริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมายในใจ (Begin with the end in mind) เริ่มต้นด้วยการสร้างภาพลักษณ์ (Images) หรือ ตัวอย่าง(Paradigm) ของตนเองไว้ในใจ ให้มีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนว่า ตนเองจะไปที่ใด ขณะนี้อยู่ที่ใด และการจะไปสู่เป้าหมายที่ต้องการนั้น จะต้องนำอะไรไปด้วยบ้าง ความเป็นผู้นำเป็นสิ่งสำคัญมาก ในเรื่องนี้
(3) ทำในสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำก่อนเป็นสิ่งแรก (Put First Things First) ฝึกฝนการบริหารตนเองอย่างมีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอทุกๆวัน วินัยในตนเองเกิดจากภายในตนเองและวัดผลด้วยความซื่อสัตย์ในตนเอง บุคคลผู้ประสบความสำเร็จสูงทั้งหลาย ตัดสินใจในเรื่องปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้เกิดผลสำเร็จตามที่ต้องการ จัดการ บริหารเวลาให้เหมาะสม และยึดมั่นอยู่กับเป้าหมายประจำ ในแต่ละสัปดาห์ต่อวินัย ความสำคัญก่อนหลัง และวิสัยทัศน์
(4) คิดอย่างชนะ/ชนะ (Think Win/Win) ให้มีขอบเขตในใจ แสวงหาวิธีการช่วยให้ทุกๆ คนที่เกี่ยวข้อง ในกิจการงานต่างๆ มีความรู้สึกราวกับว่าเป็นผู้ชนะ นั่นคือได้รับผลประโยชน์ต่างๆ ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทุกๆ ฝ่ายมีความรู้สึกดีๆต่อการตัดสินใจต่างๆที่ได้กระทำร่วมกันและรับผิดชอบร่วมกันต่อการกระทำที่จะให้บรรลุผลสำเร็จตามแผนที่ได้ตัดสินใจนั้นๆ กุญแจสำเร็จคือ การร่วมมือกัน
(5) แสวงหาความเข้าใจก่อน แล้วจึงทำตนให้ผู้อื่นเข้าใจ (Seek First to Understand, Then Be Understood) ฝึกฝนตนเองให้มีทักษะในการฟังอย่างเข้าใจเพื่อว่าจะได้เข้าใจผู้อื่นตามขอบเขตในใจของเขา การฟังนั้นมิใช่การฟังด้วยหูแต่เพียงอย่างเดียวแต่เป็นการฟังด้วยตาและด้วยหัวใจ ต่อจากนั้นให้แสดงความคิด เห็นและทัศนะต่างๆของตนเองอย่างมีเหตุผล ชัดเจน เฉพาะเจาะจง และในขอบเขตแห่งความเข้าใจผู้อื่นเป็นสำคัญ
(6) มีกำลังใจดี (Synergize) สร้างทางเลือกใหม่ๆ โดยให้ละทิ้งส่วนที่สบาย (Comfort Zone) ของตนเอง เพื่อเผชิญความท้าทายใหม่ๆและที่ไม่รู้มาก่อน ให้คุณค่าต่อความแตกต่าง ยอมรับนับถือความแตกต่าง เหล่านั้นและใช้ความแตกต่างนั้นๆ ในการสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง ให้ละทิ้งบทชีวิต (Life seript) เช่น ความเกียจคร้าน เก่าๆ ไปเสียและเขียนบทใหม่ๆ ขึ้นมา ความจำกัดต่างๆของเราเองย่อมเกิดขึ้นจากจินตนา การของเราเอง ทั้งนั้น พัฒนาความสร้างสรรค์และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผู้อื่น ปลดปล่อยพลังใหม่ๆ ออกมา และสร้างทางเลือกใหม่ๆ และน่าตื่นเต้นให้เกิดขึ้นแต่ชีวิตของตนเอง
(7) ดูแลตนเองให้ดีเสมอ (Sharpen the Saw) ใช้เวลาดูแลส่วนดีๆ ของตนเองไว้ ใช้เวลาดูแลสุขภาพของตนเองทั้งด้านร่างกาย สมอง สังคม/อารมณ์ และความต้องการด้านจิตใจ (spiritual needs) หรือการยึดมั่นในหลักศาสนาของตน การนำผู้อื่นนั้นต้องการพลังงานมากมาย ให้มีความพยายามอย่างสม่ำเสมอ ที่จะจัดการกับความต้องการทางสุขภาพ เป็นตัวอย่างที่ดีในเทคนิคของการดูแลตนเอง สร้างความมั่นใจต่อผู้อื่น ว่าเขามีคุณค่าและควรให้คุณค่าผู้อื่นด้วย ให้มีความสุขและฉลองความสำเร็จ
March 28, 2007
รักยิ่งใหญ่จากใจแม่ แบกลูกขึ้นหลังส่งเรียนถึงมหาวิทยาลัย
ซีสุ่ยอิงผู้เป็นแม่แบกลูกชายคนเดียวไปเรียนมานานกว่า 13 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล จนกระทั่งจบมัธยมศึกษา และวันนี้ผลของความพยายาม หวงเสี่ยว์จวิน ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกเจ้อเจียง
ใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย ที่แลกมาด้วยความมุ่งมั่นกว่า 13 ปีของแม่ลูกคู่นี้
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่คาดว่าคำตอบของคำถามนี้จะต้องเต็มไปด้วยความรักที่เปี่ยมล้นอย่างแน่นอน
ซีสุ่ยอิง ตรงหน้า คือหญิงชาวบ้านที่แต่งกายเรียบง่ายคนหนึ่ง เธอเป็นชาวเมืองฟู่หยัง ซึ่งคำตอบของคำถามข้างต้นก็ออกมาจากปากของเธออย่างเรียบง่ายทว่าหนักแน่นว่า “ฉันดูทีวียังไม่เข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์ยิ่งอ่านไม่ออก แต่ฉันไม่มีทางยอมให้ลูกชายพิการของฉันเป็นอย่างที่ฉันเป็น”
เสี่ยว์จวิน พยายามฝึกหัดเดินขึ้นลงบันไดด้วยตัวเอง
ทั้งนี้ ซีสุ่ยอิง ไม่เคยลืมโรงเรียนมัธยมที่สองแห่งเมืองฟู่หยัง ที่ให้ความช่วยเหลือเธอและลูก ด้วยการให้ห้องพักฟรีแก่สองแม่ลูกหนึ่งห้อง นอกจากนั้นยังรับซีสุ่ยอิงเข้าเป็นพนักงานทำความสะอาดของโรงเรียนอีกด้วย
กระนั้น ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของทุกๆ วันเรียน ซีสุ่ยอิงจะต้องแบกลูกชายจากห้องพักชั้น 3 ลงมาข้างล่าง และแบกขึ้นไปส่งยังชั้น 5 ของตึกเรียนอีกตึกหนึ่ง
“ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ยังไงฉันก็จะแบกเขาไปเรียนต่อไป” ซีสุ่ยอิง กล่าวอย่างแข็งขัน
อย่างไรก็ตามความแข็งขันดังกล่าวได้ลดทอนลงไปตามจำนวนเงินในกระเป๋าของสองแม่ลูกที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย

เมื่อเล่าถึงเส้นทางชีวิตอันแสนลำบากของลูกชายคนนี้ที่ต้องฝ่าฟัน ผู้เป็นแม่อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา
“ฉันจะแบกลูกชาย ไปจนกว่าเขาจะเรียนจบมหาวิทยาลัย” ซีสุ่ยอิง จบการสนทนาลงตรงคำกล่าวที่มุ่งมั่นนี้ ราวกับจะตอกย้ำกับตัวเองไปพร้อมกัน
ที่มา:เน็ตอีส
March 16, 2007
March 14, 2007
กฏทอง 10 ข้อของคนรักกัน (รักษาสภาพรักแท้ๆ)

We will not simultaneously get angry. Be cool as water whenever another one being fire.
We will not shout into each others faces beside our house is accidentally on fire.
Nobody loves to be criticized. When talking of what you dislike or need his/ her improvement, use soft & sweet words.
We will not revive any bad old practices, but only our romances.
Make him/her know how much s/he means to you.
Promise me that we will not peevish over- night. Talk face to face not back-chat.
Tell him or her more about anything in your life to tie you up together.
Don't be shy to show him/her your apology. When you have something mistaken
Don't misunderstand that being together always is to show your heedfulness.
Lastly, realize him/ her that your love still exists and will be eternally last.
เรื่องของคิม ฟุค ...
คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ขณะที่เธอและเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง 65 เปอร์เซ็นต์ เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 14 เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง 17 ครั้งกว่าจะหายเป็นปกติ
เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คน ซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวนั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2515 เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ 3 ปี ต่อมาก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย
แต่แล้ววันหนึ่งในปี 2539 คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่าสงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง
หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว เธอก็ได้เผยความในใจว่า มีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ
พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า "ฉันอยากบอกเขาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบัน และอนาคต"
เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ
เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า "ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ"
คิมเข้าไปโอบกอดเขาแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย"
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย คิม ฟุค เล่าว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและใจ จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร
แต่แล้วเธอก็พบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง "ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้"
เธอพยายามสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า "หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้น เรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด"
เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้ แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้
เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจอย่างไรเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา คิม ฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า "ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตของฉันก็ดีขึ้น"
บทเรียนของ คิม ฟุค คือ ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้บทเรียนจากอดีต อย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มาก็คือ "การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย"
March 12, 2007
14 วิธีจัดชีวิตให้เรียบง่าย
อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต คุณอาจไม่ต้องขายบ้าน เปลี่ยนงาน เลิกกับแฟน หรือทำบางสิ่งบางอย่างแบบสุดๆ จะทุ่มเท หรือสุดโต่งให้เสียพลัง เพียงแค่ปรับเปลี่ยนจากความยุ่งยาก จากความลำบากแสนสาหัสในการตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับโลกใบเดิม มาทำเรื่องสบาย ๆ เรียบง่ายยึดหลัก " น้อยคือมาก" ในชีวิตประจำวัน ความสุขก็แค่เอื้อมมือคว้า ไม่ต้องถึงกับปีนป่ายหน้าผาก็หาไว้เป็นของตัวเองได้ ลองวิธีต่อไปนี้เป็นแนว ทางให้ชีวิตเรียบง่าย สร้างสรรค์และพอเพียง
1. รับไว้ .... เท่าที่รับได้
ต่อให้คุณยิ่งใหญ่มาจากโลกไหน แบกความรับผิดชอบมากมายเท่าไหร่ ทว่าคุณก็ยังไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกอยู่ดีจงจำไว้ว่าทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ที่คุณคนเดียว ปล่อยให้มันเป็นไปและให้คนอื่นตัดสินใจด้วยตัวเขาบ้าง
2. ลุย ๆ ๆ ฮุย เล ฮุย
เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่หมายถึงความรับผิดชอบทั้งหลายที่ต้องตามมาเป็นหางว่าว ไหนจะตามหาในสิ่งที่ชอบ ตัวตน จุดยืนและความคิดของคุณเอง จัด - คิด- คัด -สรร ให้ชีวิตสมดุล ลองแบ่งหน้าที่ในชีวิตออกเป็นสองเรื่องใหญ่ได้แก่ - ความรับผิดชอบในการงาน - ความรับผิดชอบที่บ้าน จัดลำดับความสำคัญที่ใหญ่ที่สุด วาดแผนผัง หรือโยงข้อย่อย ๆ ออกมา เลือกทำแค่สิ่งที่ " ต้อง" ทำและจำเป็นในชีวิตก่อน ตัดโปรแกรมมัลดีฟส์ เที่ยวรอบโลก ช้อปปิ้งที่ฝรั่งเศสออกไปก่อน แล้วปฏิบัติภารกิจที่อยู่ตรงหน้าตามความสำคัญ
3. หยุดทุกสิ่งรอบตัว .... แล้วอยู่คนเดียวบ้าง
หาเวลาอยู่คนเดียวบ้าง อาจจะเป็นวันหยุดไม่ต้องมีแผนอะไรไม่มีตารางไม่แชท ไม่คุยโทรศัพท์ ไม่สื่อสารกับโลกภายนอกสักวัน หาอะไรทำอย่างที่อยากจะทำจริงๆไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำไม่ต้องฝืนจะนอนมอง หน้าต่างแล้วเคลิ้มหลับไป หรือเปิดเพลงที่อยากจะฟัง จะทาเล็บหรืออ่านจดหมายรักเก่าๆใช้เวลาว่างให้เปล่าประโยชน์ซะบ้างก็ไม่ใช่เรื่องปราศจากสาระ
4. อยู่กับครอบครัว
แม้ที่บ้านคุณจะโหวกเหวก ทั้งลูกทั้งหลานจะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดเวลา แต่นั่นล่ะคือการเติมพลังให้ชีวิตอีกด้านหนึ่ง เพราะครอบครัวคือความอบอุ่นที่ไม่ต้องมีจริตไม่ต้องยึดติดภาพลักษณ์ อยู่บ้านจะหัวเป็นเพิ้ง กินแล้วนอน คนในครอบครัวก็รับคุณได้ อยู่บ้านแล้วลองนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งเล็กๆน้อยๆที่คุณเคยทำในวัยเด็ก ซึ่งเนิ่นนานแล้วที่คุณร้างรากลิ่นและรสเดิมๆนั้นจำได้ไหม ที่กินน้ำอัดลมแล้วชอบเอาบ๊วย หรือลูกอมใส่ลงไป เพราะเชื่อว่าทำให้มีหลายรสชาติ หรือไม่ก็ลองเปิดหนังผี แล้วเรียกเด็กๆมานั่งหน้าทีวี ชวนกันคลุมโปงเช้าวันเสาร์ - อาทิตย์ ต้องกินบะหมี่ป๊อก หรือส้มตำไก่ย่างที่เข็นมาขายหน้าบ้าน แล้ว อย่าลืมเปิดละครจักรๆวงศ์ๆหรือไม่ก็การ์ตูนช่องโปรด
5. เงินเดือนน้อยลง .... สุขมากขึ้น
สุดท้ายแล้วชีวิตที่สุขมากขึ้น กลับไม่ต้องการ อะไรเลย เพียงแค่มีเวลาให้ชีวิตและได้ทำในสิ่งที่รัก วัตถุไม่ใช่คำตอบของชีวิตเสมอไป เท่าที่ผ่านมาหากคุณมีเงินเดือนมากมาย แต่กลับไม่มีเงินเก็บในธนาคาร ด้วยค่าใช้จ่ายมากมายบนบ่า ค่าบัตรเครดิต ค่ารถ ค่าบ้าน ค่าสาธารณูปโภคภาษีสังคม ค่าของแบรนด์เนม ค่าอุปกรณ์นวัตกรรมแห่งยุคอีกมากมายและอื่นๆ อีกจิปาถะ ลด ละ เลิก ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ชีวิตจะเบาสบาย และเหนื่อยน้อยลง ด้วยความที่ไม่ต้องวิ่งตามกระแสสังคมที่เชี่ยวกราก ชนิดที่วิ่งตาม ไม่ทันแต่ต้องขึ้นเครื่องบินโลว์คอสต์ตามกันแล้ว ค้นหาตัวเอง หาสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข แม้ไม่รวย ไม่มี ตำแหน่ง เบรกกระแสรอบข้างไว้ แล้วฟังเสียงหัวใจของคุณบ้าง
6. เหลียวมองข้างทางบ้าง
วันนี้ไม่มีอะไรเร่งด่วน ถึงขั้นถ้าไปเลทนิด ๆ แล้วดวงดาวจะสะเทือน เจอดอกไม้งามๆลองชะลอรถให้ได้เห็นความงามของดอกไม้ได้ชัดๆเป็นบุญตาบ้างก็ดี
7. ซื้อของส่วนรวม
ซื้อเสื้อขาว ถุงเท้าขาว กางเกงกีฬา หรือหมวกแก๊ป ที่สามารถแชร์กับคนอื่นในครอบครัวได้ หรือคุณอาจจะไม่ซื้อแค่สบู่ที่คุณชอบคนเดียว แต่เป็นกลิ่นยอดนิยมที่ทุกคนในบ้านใช้ได้ เป็นเหมือนการแบ่งปันทางอ้อม น่ารักดีออก ถ้าคุณบอกกับเพื่อนสาวเมื่อถึงคราวที่หล่อนต้องใช้อะไรสักอย่าง แล้วคุณบอกเธอว่าไม่ต้องซื้อ "ใช้ของฉันก็ได้แก " ได้ใจเพื่อนสาวอีกโข
8. ทำอาหารจากของเหลือในตู้เย็น
อันนี้ตำราเซนว่าไว้เชียวว่า อาหารมื้อที่หรูเลิศที่สุด คืออาหารที่ใช้วัตถุดิบเท่าที่มีอยู่มาประกอบเป็นอาหารที่อร่อยลิ้น ประหยัด สร้างสรรค์ มื้อเย็นนี้ลองคิดว่าจะทำอะไรจากของในตู้เย็นได้บ้าง แทนที่จะ คิดว่าจะกินอะไร แล้วก็แล่นเข้าซูเปอร์มาร์เกตเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
9. เอ่ยคำขอบคุณจากหัวใจ
แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่คนอื่นทำให้ แต่ถ้าคุณพิจารณาดีๆแล้ว นี่คือสิ่งยิ่งใหญ่ที่มนุษย์พึงหยิบยื่นให้แก่กันคราวหน้าลงจากรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างลองขอบคุณคนขับจากหัวใจ หรือซื้อของจากแม่ค้าแล้วยิ้มให้จากใจสักทีคุณจะมีความสุขขึ้นอีกหนึ่งอึดใจ
10. ลองปลูกต้นไม้ด้วยมือของคุณบ้าง
การปลูกต้นไม้จะทำให้จิตใจคุณละเอียดลออขึ้น อดทนขึ้น เป็นการใส่ใจกับสรรพสิ่งเล็กๆใส่ใจให้เขาได้ เติบโต ค่อยๆทะนุถนอมดูแล เพื่อรอวันเก็บเกี่ยว
11. อยู่กับสิ่งสวยงาม
อยู่กับบ้านแทนที่จะดูแต่ทีวี เล่นอินเทอร์เน็ต มีสิ่งรื่นรมย์อื่นๆอีกมากที่รอให้คุณทำคุยกับนกกับปลาฟังเพลง เย็บปักถักร้อย ดูพระอาทิตย์ตก จิบชา ชิลล์ๆ มาสค์หน้า วาดรูป ฯลฯ เป็นการชาร์จแบตให้ชีวิตแล้ว ความสุขของคุณก็จะแผ่กระจายสู่คนอื่นด้วยตัวมันเอง
12. มีเพื่อนน้อยคนแต่มากความจริงใจ
บางคนอาจมีเสน่ห์ต่อคนรอบข้าง มีเพื่อนรายล้อม ทว่าจะมีสักกี่คนที่เป็นเพื่อนแท้ ร้องไห้กับปัญหาของคุณ หัวเราะกับความสุขของคุณ และช่วยกันคิดหัวแตกยามคุณวิตกจริต คุณอาจจะคิดว่าการมีเพื่อนเยอะ คือ การเข้าสังคม เป็นดัชนีชี้วัดความเหงาและโดดเดี่ยว แต่ถ้าคุณเพียงแค่เฮฮา สนุกสนานไปวัน ๆ จน หมดพลังชีวิต คุณอาจต้องเหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องใส่ใจความรู้สึกคนรอบข้าง ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง เต็มไปหมด เพื่อนเยอะดูจะมีแต่ปริมาณแต่ไร้ซึ่งคุณภาพซะแล้ว ใส่ใจแค่คนที่คุณรักและรักคุณ ตีคำจำกัด ความเป็นเพื่อนและจำนวนให้แคบลง ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ
13. ตามใจคนอื่นบ้าง
อืมม, ได้สิ, ไงก็ได้จ้ะ, เอาเลยๆถ้อยคำเหล่านี้ นอกจากคุณสบายใจแล้ว คนอื่นก็สบายใจที่จะได้ยิน ด้วยถ้านัดเพื่อนหรือแฟน แล้วเขาไม่อยากจะไป ชักขี้เกียจหรือเพียงแค่แดดร้อน ก็ล้มเลิกแผนนั้นซะ เคยต้องทำอะไรวันไหนตามตาราง ลองไม่ทำดูก็ไม่เห็นเป็นไร เป็นการ สปอยล์ทั้งคนอื่นและตัวเองให้เบาบางจากภารกิจได้ดี
14. โละสัมภาระ
ลองจัดห้องบ่อยๆทิ้งอะไรต่อมิอะไรที่รกหูรกตาออกไป 2 สัปดาห์ครั้ง เดือนละครั้งก็ยังดี ยิ่งทำบ่อย ทำ แต่ละครั้งก็จะยิ่งไม่เหนื่อย อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้ง หรือให้คนที่เขาขาดแคลน ชีวิตคุณจะเบาสบาย เมื่อใช้ อะไรๆให้อเนกประสงค์
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนเรา
การตกหลุมรักใครซักคน
การได้จูบครั้งแรก
การได้หัวเราะจนท้องแข็ง
การได้นั่งอ่านจดหมายเก่าๆในวันว่างๆ
การได้ใช้เวลาว่างในที่ๆแสนงดงาม
การได้ฟังเพลงที่ชอบทางวิทยุ
การได้นอนฟังเสียงฝนตก
เมื่อเวลาที่คุณอาบน้ำเสร็จใหม่ๆแล้วมาเจอผ้าเช็ดตัวอุ่นๆ
การสอบเสร็จ
การได้รับโทรศัพท์จากใครซักคนที่คุณไม่ได้พบเจอเค้าบ่อยนักแต่คุณก็อยากจะเจอ
บทสนทนาดีๆซักบท
การเจอเงินที่คุณซ่อนไว้ตั้งนานมาแล้ว
การได้ยิ้มกับใครซักคน
การคุยโทรศัพท์ตอนดึกๆได้เป็นชั่วโมงๆ
การยิ้มได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล
การถูกชมอย่างกระทันหัน
การตื่นขึ้นมาแล้วตระหนักได้ว่ามันยังน่าจะนอนต่อได้อีกตั้ง2ชม.แน่ะ
การได้ฟังเพลงที่ทำให้คุณนึกถึงคนพิเศษของคุณ
การเป็นส่วนหนึ่งของทีม
การมีเพื่อนใหม่
การรู้สึกเหมือนผีเสื้อบินว่อนอยู่ในท้องของคุณเวลาคุณเจอหน้าเค้าคนนั้น
การผ่านช่วงเวลานึงไปได้พร้อมๆกับเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ
การได้เห็นคนที่คุณชอบมีความสุข
การได้ใส่เสื้อของคนที่เราชอบทั้งๆที่กลิ่นน้ำหอมของเค้ายังกรุ่นๆอยู่
การได้เจอเพื่อนเก่าอีกครั้งแล้วรู้สึกเหมือนมันไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย
การได้มองท้องฟ้ายามโพล้เพล้
การได้ยินใครซักคนบอกรักคุณ
ที่สุดคือ การได้รู้ว่าเราเป็นที่รักของคนที่เรารัก ...จริงๆนะ
March 8, 2007
ขำขำ อ่านแก้เครียด
:: ยิ้มหมายเลข 1 ::
" เมียอั๊วนอกใจว่ะ " ไอ้หนุ่มปรับทุกข์กับเพื่อน
" เรื่องเป็นไงมาไงวะ " เพื่อนยินดีรับฟัง
" เมื่อคืนอีไม่ยอมกลับบ้านน่ะสิ พออั๊วถาม อีบอกว่าไปค้างกับพี่สาว " ไอ้หนุ่มเล่า
" ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่หว่า แค่นี้จะว่าเค้านอกใจได้ไง " เพื่อนชี้ทางสว่าง
" โกหกเห็นๆว่ะ อั๊วนอนอยู่กับพี่สาวอีทั้งคืนแท้ๆนี่หว่า..."
:: ยิ้มหมายเลข 2 ::
หนุ่มใหญ่นั่งครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานานจนภรรเมียสงสัย
" คิดอะไรอยู่หรือพี่ " เธอถาม
" จำได้มั้ย วันนี้เมื่อยี่สิบปีที่แล้วพ่อเอ็งจับได้ว่าข้าเข้าหาเอ็ง "
" จำได้สิพี่ " เมียพยักหน้าหงึกๆ
" แล้วพ่อเอ็งก็ให้ข้าเลือกว่าจะมาสู่ขอเอ็งหรือว่าจะยอมติดคุกซัก 20 ปี "
" แล้วพี่ก็เลือกแต่งกับชั้น " เมียพยักหน้าอาการรับรู้
" แล้วพี่นั่งคิดอะไรอยู่ล่ะ "
" ข้าคิดอยู่ว่า ถ้าข้ายอมติดคุก วันนี้ข้าก็พ้นโทษแล้วว่ะ!!! "
:: ยิ้มหมายเลข 3 ::
จิตรกรหนุ่มพยายามมีสมาธิกับการทำงานของเขาแต่สาวน้อยที่มาเป็นแบบให้วาดก็ทำให้ตบะของเขาขาดผึงไอ้หนุ่มกระโจนใส่เธอ กอดไว้แน่น แล้วระดมจูบอย่างเร่าร้อน
" อย่านะ" เธอผลักไอ้หนุ่ม
" คุณอาจจะทำยังงี้กับนางแบบคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่ชั้นแน่!!!"
" แต่ผมไม่เคยทำยังงี้กับแบบของผมมาก่อนเลยจริงๆนะครับ" ไอ้หนุ่มท้วง
" คุณพูดจริงเรอะ" เธอทำท่าไม่อยากจะเชื่อ
" คุณวาดมาเท่าไหร่แล้ว ?"
" สี่..." จิตรกรหนุ่มว่า " เหยือกน้ำ แอปเปิ้ล ตะกร้า แล้วก็คุณนี่แหละ!!!"
:: ยิ้มหมายเลข 4 ::
แอร์โฮสเตสสายการบินที่ตกบ่อยๆประกาศก่อนเครื่องออก
" ท่านผู้โดยสารทุกท่านโปรดทราบเที่ยวบินสู่เมืองปักกิ่งกำลังจะออกเดินทาง ณ บัดนี้แล้วเพื่อความปลอดภัยขอให้ทุกท่านโปรดคาดเข็มขัดนิรภัยท่านที่พบว่าเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งท่านชำรุด กรุณามัดไว้ด้วยเงื่อนพิรอดนะคะกรุณาอย่าใช้เงื่อนตาย ถ้าท่านหาสายรัดเข็มขัดนิรภัยไม่พบกรุณาย้ายไปที่นั่งอื่นที่ว่างอยู่ ทั้งนี้ขอให้ท่านได้โปรดวางใจถึงแม้เครื่องบินของเราจะเก่าแต่ทั้งนักบินและนักบินผู้ช่วยของเรายังใหม่อยู่นะคะ..."
March 7, 2007
กลับจากท่องเที่ยวกาญจนบุรี
ขับรถออกจากกรุงเทพประมาณแปดโมงเช้าของวันเสาร์เห็นจะได้ ก็ขับไปเรื่อยๆ แวะหม่ำข้าวเช้ากันก่อนที่ พุทธมณฑลสายสาม เป็นต้มเลือดหมูกับขาหมู อิ่มมากๆ หลังจากนั้นก็ขับยาวจนมาถึงกาญจนบุรี ประมาณ สิบเอ็ดโมง เห็นจะได้มั้ง ที่แรกที่เราแวะเที่ยวกันก่อนเลยก็คือ "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" ครับ แวะถ่ายรูปเล่นที่นี่ซะนานเลย คนเยอะมาก อากาศร้อนมากด้วย เหงื่อแตกซิกๆ เลยอ่ะ -_-"หลังจากนั้นเราก็ขับรถตรงดิ่งไปยังรีสอร์ทที่ได้จองไว้ ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้แห้งๆ ไหม้ๆ พร้อมกับไฟป่าเป็นช่วงๆ ไป พอไปถึงที่พัก ก็ผิดหวังเล็กน้อย เพราะว่าไม่ค่อยสวยอย่างที่คิดไว้ อุตส่าห์มาพักตั้งไกล แถมยังได้เป็น 1 ใน Unseen Paradise 2 ด้วย แต่กลับไม่สวยเท่าไหร่ ไม่เป็นไร มาถึงละ ก็เช็คอินเข้าห้องพัก แล้วก็หลับเลยครับ หุหุ
ตื่นมาตอนเย็น ก็ไปหม่ำข้าวที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้ให้ หลังจากนั้นก็อาบน้ำอาบท่า ออกมาเดินเล่นในสวน ถ่ายรูปเล่นไปด้วย คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงเพราะเป็นคืนวันมาฆบูชาพอดีครับ เห็นข่าวตอนเช้าวันอาทิตย์บอกว่า เมื่อเช้าตรู่มีจันทรุปราคราด้วย แต่ไม่ได้ออกมาดูอ่ะ ง่วงอ่ะครับ ^^
เช้าวันอาทิตย์ ตื่นขึ้นมาแบบงัวเงียๆ แปรงฟันเรียบร้อยเสร็จสรรพ ก็ออกไปถ่ายรูปรีสอร์ทยามเช้าเล่น ก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้าแล้วออกท่องเที่ยวกันต่อไป
กว่าจะออกจากรีสอร์ทได้ก็กินเวลาไปสายๆ แล้ว สิบเอ็ดโมงกว่าๆ เห็นจะได้ ก็เริ่มขับรถออกไปกัน ที่แรกที่เราจะไปกันคือ "น้ำตกผาตาด" กว่าจะหาเจอก็เหนื่อยนิดนึง เพราะแผนที่มันไม่ค่อยละเอียด จ่ายค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาทเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปข้างในกันเลย ลงจากรถ เตรียมกล้องเสร็จสรรพ เดินเข้าไปนิดหน่อย แทบเป็นลม น้ำน้อยมากๆ ไหลเอื่อยๆ อากาศก็ร้อน เฮ้อ! ทำไมช่างร้อนอย่างนี้ แต่ก็นะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็แวะถ่ายรูปเล่นกันซักหน่อยละกัน
ที่น้ำตกแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานชนิดนึงที่พบเห็นมากมาย นั่นก็คือ ไดโนเสาร์จิ๋ว หรือ "จิ้งเหลน" นั่นเอง อ่ะ หุหุ มีหลายไซส์หลายขนาดให้เลือกชมกันเลยก็ว่าได้ ^^

หลังจากออกจากน้ำตกผาตาดแล้ว ก็ว่าจะแวะพุน้ำร้อนหินดาด กันซักหน่อย แต่คิดไปคิดมาแล้ว เอาไว้แวะตอนเย็นดีกว่า ขืนเข้าไปตอนประมาณเที่ยงๆ มีหวังสุกกันพอดีจุดมุ่งหมายถัดไปที่เราจะไปผจญภัยกันก็คือ "ทุ่งข้าวโพดเขาวงกต" ก็ขับรถตามทาง ตามแผนที่ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ซักแปลกใจแฮะ ทำไมไม่เห็นทุ่งข้าวโพดซักกะที เลยจอดแวะถามทางเจ้าหน้าที่แถวๆ นั้น ปรากฏว่า ทุ่งข้าวโพดเขาวงกต เค้ายกเลิกไปแล้ว (เวง) -_-"
หลังจากผิดหวังกับสถานที่แรกแล้วก็เลยว่าจะแวะ"น้ำตกไทรโยคน้อย"เพื่อหม่ำข้าวกลางวันที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้ให้กัน พอไปถึงน้ำตกไทรโยคน้อย จดรถเสร็จสรรพ หยิบข้าวของลงจากรถ เตรียมหาที่นั่งหม่ำข้าวกัน ก็ปรากฏว่า คนเยอะมากๆๆๆๆๆๆ มากถึงมากที่สุด แถมน้ำตกที่นี่ไม่ได้สวยเอาซะเลยอ่ะ เหมือนน้ำตกในเขาดินยังไงก็ไม่รู้ -_-" ผิดหวังอย่างแรง เลยนั่งหม่ำข้าวที่นี่ท่ามกลางฝูงชน แล้วก็ต้องผิดหวังครั้งที่สองเมื่อพบว่าอาหารกลางวันที่ทางรีสอร์ทเตรียมมาให้นั้นเป็นแค่กระเพรา ไข่ต้ม กับ ไก่ทอด แค่นั้นเอง :'(


หลังจากหม่ำข้าวกลางวันอันแสนอร่อยน้อยนิดท่ามกลางฝูงชนเรียบร้อยแล้ว ก็ขับรถออกมา เพื่อมุ่งหน้าไปยัง "น้ำตกไทรโยค" กันต่อเลย คาดว่าน่าจะสวยกว่า น้ำตกไทรโยคน้อย
พอไปถึงอุทยานแห่งชาติไทรโยคแล้ว เราก็ขับรถเข้าไปได้เลย เพราะว่าเราซื้อบัตรจากน้ำตกผาตาดมาแล้ว ซื้อครั้งเดียว เที่ยวได้หมด หุหุ น้ำตกที่นี่แปลกอ่ะครับ เป็นน้ำตกเตี้ยๆ ที่ตกจากลำธารเล็กๆ สู่แม่น้ำ (หรือเขื่อนไม่แน่ใจ) ด้านล่างอ่ะครับ ไม่ใช่ตกมาจากภูเขาด้านบนเหมือนน้ำตกอื่นๆ น้ำตกที่นี่คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ โอเคกว่าน้ำตกไทรโยคน้อยเยอะเลยอ่ะครับ เลยแวะถ่ายรูป เล่นน้ำกันเล็กน้อย แล้วก็กลับ

ก่อนกลับที่พัก เราตกลงกันไว้แล้วว่าจะแวะ"พุน้ำร้อนผาดาด" กันก่อน เสียค่าเข้าคนละ 10 บาท จอดรถเสร็จ หาที่เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ลงไปลุยบ่อน้ำร้อนได้เลย ตอนแรกเอาขาแหย่ก่อน น้ำร้อนมักมั่ก แช่ขาอยู่นาน กว่าจะกล้าลง พอลงไปเท่านั้นแหละ โห! ร้อนสุดๆ ร้อนแต่ก็ยังแช่ สบายดีอ่ะ ^^ เห็นคนอื่นที่มาทีหลัง ค่อยๆ แหย่ขา ค่อยๆ ลง แล้วก็ขำเหมือนกัน เราเองคงเป็นเหมือนกันแหละตอนแรกๆ กล้าๆ กลัวๆ
บ่อน้ำร้อนที่นี่แยกเป็นหลายๆ บ่อ มีบ่อสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะด้วย ส่วนบ่อที่พวกผมลงไปนั้นจะมีสองบ่อติดกัน บ่อนึงร้อนมากกว่าอีกบ่อนึง พอดีผมลงบ่อที่ร้อนน้อยกว่าอ่ะครับ
หลังจากแช่น้ำร้อนสลับธารน้ำเย็นเรียบร้อยแล้ว ก็กลับรีสอร์ทแบบตัวเบากัน ^^ สรุปว่า เที่ยวกาญฯวันนี้ ที่ชอบมากที่สุดคือ พุน้ำร้อน นี่เอง จึงลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า เช้าวันจันทร์ก่อนกลับ เราจะแวะที่นี่กันอีกครั้งนึง ^^
กลับถึงรีสอร์ทเสร็จก็ไม่มีอะไรมาก หม่ำข้าว อาบน้ำ แล้วก็เข้านอนกัน
ตื่นมาเช้าวันจันทร์ เก็บข้าวเก็บของ เตรียมกลับ หม่ำข้าวเช้าก่อน พร้อมทั้งบ่น เจ้าของรีสอร์ทนิดนึงว่า อาหารกลางวันเมื่อวานไม่ได้เรื่อง วันนี้เค้าเลยแก้ตัวทำให้ใหม่ ดีขึ้นกว่าเดิมหน่อย หุหุ
หลังจากหม่ำข้าวเช้าเสร็จ พวกเราก็รีบบึ่งรถไปพุน้ำร้อนกันอีกรอบก่อน โชคดีที่พุน้ำร้อนนี้ไม่ไกลจากรีสอร์ทมากนัก คราวนี้เราลองแช่บ่อที่ร้อนกว่าด้วย ปรากฏว่ามันร้อนกว่ามากพอสมควร แต่ก็พอทน ^^ แช่น้ำเสร็จ กลับรีสอร์ท เช็คเอาท์ แล้วก็ขับรถกลับกรุงเทพกัน แวะซื้อของระหว่างทางด้วย กว่าจะกลับถึงบ้านก็สองทุ่มกว่าๆ แล้ว
ดูรูปภาพอื่นๆ อีกได้ที่นี่นะครับ http://webboard.g-thailand.com/gboard/index.php?topic=130.msg636#new
จบแล้วสำหรับการเที่ยวกาญจนบุรีครั้งนี้ ครั้งหน้าจะไปไหนต่อดีนะเนี่ย เพื่อนๆ ช่วยคิดหน่อยดิครับ ^^

